ทุกวันนี้อากาศร้อน แดดก็ร้อนขึ้นทุกปี ๆ สาว ๆ หลาย ๆ คนคงกังวลเรื่องการเป็นฝ้าไม่น้อย เพราะเมื่อเป็นแล้วทำให้เสียความมั่นใจเสียเวลา และ เสียเงินในการรักษา แถมการรักษาฝ้าให้หายขาดก็ยากเสียจนเรียกได้ว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย
วันนี้เรามีวิธีการรักษาฝ้าแบบธรรมชาติมานำเสนอสาว ๆ ที่กำลังกังวลเรื่องฝ้ากันค่ะ ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ทั้งประหยัดเวลา และ ประหยัดค่าใช้จ่ายแน่นอนค่ะ
เรามาดูพระเอกท่านแรกที่จะมาช่วยให้ใบหน้าของสาว ๆ ดีขึ้นจากฝ้ากันค่ะ
ไข่ขาวดิบ หลายคนแค่ได้ยินว่าต้องใช้ไข่ขาวดิบก็คงจะร้องยี้ไปตาม ๆ กันนะคะ เนื่องจากว่าไข่ขาวดิบจะเหม็นคาวหลาย ๆ คนก็คงจะไม่ชอบกลิ่นคาวนี้นัก แต่ทำแล้วจะเห็นผลในทางที่ดีขึ้นถึงแม้หลาย ๆ คนจะไม่ชอบแต่ก็ลองทนทำดูก็ไม่เสียหายนะจ๊ะ วิธีทำก็ให้นำไข่ดิบมาตอกแยกเอาแต่ไข่ขาว แล้วเอาไข่ขาวมาทาบาง ๆ บริเวรณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด รอยฝ้าและสิ่งสกปรกจะถูกไข่ขาวดูดซับออกไปค่ะ
มาถึงพระเอกคนที่สองของเราที่ต้องการแนะนำให้รู้จักกันค่ะ รายนี้หาได้ง่าย ๆ และราคาถูกมากกว่าไข่ไก่อีกนะคะพระเอกคนนั้นก็คือ
ใบกระเพราะ เนื่องจากใบกระเพราะมีสรรพคุณรักษาโรคหลายอย่างมาก ๆ ไม่ว่าจะแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ กระเพราของเราก็ช่วยได้ รวมถึงสรรพคุณอีกอย่างที่กระเพรามีนั้นก็คือการรักษาฝ้า กระ และ จุดด่างดำนั่นเอง วิธีการใช้กระเพรารักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ ก็คือให้เอาใบกระเพราไปตากให้แห้งก่อนนะคะจากนั้นก็เอาใบกระเพราแห้งไปปั่นกับน้ำอุ่น แล้วใช้สำลีชุบทาผิวหน้าบริเวณที่เป็นฝ้า กระ ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
เป็นไงบ้างคะสำหรับพระเอกของเราทั้งสองใครสนใจสูตรไหนก็ไปปรับใช้กับตัวเองลองดูนะคะ ถ้าแอดมินได้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาผิวพรรณมาใหม่จะรีบมาอัพเดทให้ทุก ๆ คนได้ทราบโดยทั่วกันทันทีเลยค่ะ
โทนเนอร์กำจัดฝ้าบนใบหน้า ด้วยผักผลไม้จากธรรมชาติ
เคยมีงานวิจัยจากญี่ปุ่น จากข้อมูล Kinjirushi Wasabi เรื่องการทานวาซาบิสด จะช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ จากการทดลองในอาสาสมัครเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ฝ้า กระ จุดด่างดำของกลุ่มที่ทานวาซาบิ ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทาน จากการวัดโดยการใช้เครื่องตรวจสภาพผิว
วันนี้เรามีสูตรโทนเนอร์รักษาฝ้ามาฝาก
ส่วนประกอบ
1. มะละกอสุก 1/2 ถ้วย
2. เปลือกมะเขือเทศหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
3. ฝรั่งหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
4. แอปเปิลไซเดอร์ 1 ถ้วย (หรือใครจะใช้เฉพาะแอปเปิลไซเดอร์ผสมน้ำ 1:1 แล้วเช็ดบริเวณที่เป็นฝ้าก็ได้เช่นกัน)
วิธีทำ
1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
2. เก็บใส่กระปุกที่มีฝาปิดสนิท ใส่ในตู้เย็น รอตกตะกอน
วิธีใช้
1. เมื่อโทนเนอร์ของเราตกตะกอน จะแยกชั้น ให้นำสำลีจุ่มลงในกระปุก แล้วนำมาเช็ดบริเวณที่เป็นฝ้า
2. หลังจากที่คุณทำความสะอาดใบหน้า ล้างเครื่องสำอางค์ออกเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
ระวัง!! สูตรนี้ให้ทาเฉพาะบริเวณที่เป็นฝ้าเท่านั้น แต่การใช้สูตรนี้สำหรับผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวขาวใสไม่แพ้การใช้อัลฟ่าอาบูติล ให้ผสมโทนเนอร์ของเรากับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1 แล้วสามารถใช้สำลีชุบแล้วเช็ดให้ทั่วหน้าได้เลยประมาณ 1 - 2 สัปดาห์เห็นความแตกต่าง
*** อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน หรือ ต้องออกกลางแจ้งก็ควรทาครีมกันแดดทุก 2 ชั่วโมง เพราะฝ้าเป็นแล้วยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด...
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : คลินิกสมุนไพรหมอศุภการแพทย์แผนไทย
วันนี้เรามีสูตรโทนเนอร์รักษาฝ้ามาฝาก
1. มะละกอสุก 1/2 ถ้วย
2. เปลือกมะเขือเทศหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
3. ฝรั่งหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
4. แอปเปิลไซเดอร์ 1 ถ้วย (หรือใครจะใช้เฉพาะแอปเปิลไซเดอร์ผสมน้ำ 1:1 แล้วเช็ดบริเวณที่เป็นฝ้าก็ได้เช่นกัน)
วิธีทำ
1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
2. เก็บใส่กระปุกที่มีฝาปิดสนิท ใส่ในตู้เย็น รอตกตะกอน
วิธีใช้
1. เมื่อโทนเนอร์ของเราตกตะกอน จะแยกชั้น ให้นำสำลีจุ่มลงในกระปุก แล้วนำมาเช็ดบริเวณที่เป็นฝ้า
2. หลังจากที่คุณทำความสะอาดใบหน้า ล้างเครื่องสำอางค์ออกเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
ระวัง!! สูตรนี้ให้ทาเฉพาะบริเวณที่เป็นฝ้าเท่านั้น แต่การใช้สูตรนี้สำหรับผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวขาวใสไม่แพ้การใช้อัลฟ่าอาบูติล ให้ผสมโทนเนอร์ของเรากับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1 แล้วสามารถใช้สำลีชุบแล้วเช็ดให้ทั่วหน้าได้เลยประมาณ 1 - 2 สัปดาห์เห็นความแตกต่าง
*** อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน หรือ ต้องออกกลางแจ้งก็ควรทาครีมกันแดดทุก 2 ชั่วโมง เพราะฝ้าเป็นแล้วยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด...
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : คลินิกสมุนไพรหมอศุภการแพทย์แผนไทย
นอนหลับ และ ผ่อนคลายด้วยกลิ่นหอม
อาการจิตตก เครียดจากเรื่องงาน หรือกังวลกับปัญหาต่างๆ อาจทำให้คุณมีอาการนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้
เมื่อคนเรามีอาการเครียด หลายๆ คนก็มักจะหาวิธีบำบัดความเครียดด้วย "กลิ่นหอม" ซึ่งกลิ่นที่ว่า ไม่ได้มีประโยชน์แค่ทำให้รู้สึกสดชื่นเท่านั้น แต่ยังทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียดหรือแม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยบางอย่างได้อีกด้วย
การนำกลิ่นจากพืชมาใช้ "บำบัด" โดยสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อโรมาเธอราปี (คนไทยรู้จักในชื่อ คันธบำบัด) มีมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว เท่าที่มีหลักฐานก็คือ มีการใช้ในสมัยอียิปต์ ทั้งในพิธีกรรม และเพื่อการผ่อนคลาย ต่อมาชาวกรีกได้นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดโรค โดยพบว่ามีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
เรื่องของการใช้น้ำมันหอมระเหยไม่ได้มีเฉพาะในฟากฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ในฝั่งตะวันออกอย่างอินเดียก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันเพราะมีหลักฐานเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วว่า มีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยทั้งเพื่อความงาม การผ่อนคลาย และการรักษาโรค ส่วนจีนก็มีการบันทึกในเวลาใกล้เคียงกับอียิปต์ว่ามีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรและกลิ่นหอมต่างๆ ซึ่งสกัดจากพืชมากกว่า 300 ชนิด
ที่อโรมาเธอราปีได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่ผ่านการสกัดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของเรา เมื่อร่างกายเราได้รับสารสำคัญจากน้ำมันหอมระเหย จะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายที่ควบคุมระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมน โดยกลิ่นที่เราได้รับเข้าไปนั้นจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่มีผลต่ออารมณ์ ทำให้เราสามารถนำมาจัดการกับอารมณ์ได้ตามคุณสมบัติของกลิ่นนั้นๆ
ในปัจจุบัน กลิ่นที่สกัดจากน้ำมันหอมระเหย ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรค การนวด การบำบัดจิตใจ การทำเครื่องหอม และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสำอาง โดยเราจะพบได้ในโรงแรม สปา รวมทั้งในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่น ช่วยแก้ภูมิแพ้ กำจัดแบคทีเรีย ส่วนกลิ่นแต่ละกลิ่นก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผ่อนคลาย สงบ หรือกระปรี้กระเปร่า
การสร้างบรรยากาศที่ดีในการนอนด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้หรือสมุนไพรกลิ่นต่างๆ เป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณนอนหลับฝันดีได้ เพราะเมื่อคุณสูดกลิ่นหอมของดอกไม้หรือสมุนไพรเข้าไป จมูกจะรับเอาพลังกลิ่นหอมเข้าสู่โพรงจมูกส่วนบน อันเป็นจุดรับความรู้สึกของกลิ่น ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบประสาท ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย หลับสบายยิ่งขึ้น
คุณสมบัติของกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรแต่ละชนิด
1. กลิ่นมะลิ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่สงบบริเวณระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้หลับได้เร็วขึ้นและรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่
2. กลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการระงับความตึงเครียด แก้อาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะไมเกรน ช่วยปรับสมดุลของระบบหมุนเวียนโลหิต รักษาปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จึงช่วยทำให้นอนหลับสบาย หลับสนิทมากยิ่งขึ้น และตื่นขึ้นมาด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง
3. กลิ่นกระดังงา มีคุณสมบัติในการบำบัดอาการซึมเศร้า คลายความตึงเครียดหรือวิตกกังวล ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ อาการโมโหหงุดหงิดง่าย จึงช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิดก่อนมีรอบเดือน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
4. กลิ่นส้ม สารโฟเลตที่อยู่ในส้มนั้นช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานเป็นไปตามปกติ ช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลายความตึงเครียด จากการทำงานหนักมาทั้งวัน
5. กลิ่นคาโมมายล์ สาร Apigenin จากดอกคาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและทำให้รู้สึกสงบ คลายความกังวล ความเครียด และอาการปวดศีรษะ จึงช่วยทำให้หลับสนิท
เมื่อคนเรามีอาการเครียด หลายๆ คนก็มักจะหาวิธีบำบัดความเครียดด้วย "กลิ่นหอม" ซึ่งกลิ่นที่ว่า ไม่ได้มีประโยชน์แค่ทำให้รู้สึกสดชื่นเท่านั้น แต่ยังทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียดหรือแม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยบางอย่างได้อีกด้วย
การนำกลิ่นจากพืชมาใช้ "บำบัด" โดยสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อโรมาเธอราปี (คนไทยรู้จักในชื่อ คันธบำบัด) มีมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว เท่าที่มีหลักฐานก็คือ มีการใช้ในสมัยอียิปต์ ทั้งในพิธีกรรม และเพื่อการผ่อนคลาย ต่อมาชาวกรีกได้นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดโรค โดยพบว่ามีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
เรื่องของการใช้น้ำมันหอมระเหยไม่ได้มีเฉพาะในฟากฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ในฝั่งตะวันออกอย่างอินเดียก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันเพราะมีหลักฐานเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วว่า มีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยทั้งเพื่อความงาม การผ่อนคลาย และการรักษาโรค ส่วนจีนก็มีการบันทึกในเวลาใกล้เคียงกับอียิปต์ว่ามีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรและกลิ่นหอมต่างๆ ซึ่งสกัดจากพืชมากกว่า 300 ชนิด
ที่อโรมาเธอราปีได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่ผ่านการสกัดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของเรา เมื่อร่างกายเราได้รับสารสำคัญจากน้ำมันหอมระเหย จะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายที่ควบคุมระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมน โดยกลิ่นที่เราได้รับเข้าไปนั้นจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่มีผลต่ออารมณ์ ทำให้เราสามารถนำมาจัดการกับอารมณ์ได้ตามคุณสมบัติของกลิ่นนั้นๆ
ในปัจจุบัน กลิ่นที่สกัดจากน้ำมันหอมระเหย ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรค การนวด การบำบัดจิตใจ การทำเครื่องหอม และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสำอาง โดยเราจะพบได้ในโรงแรม สปา รวมทั้งในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่น ช่วยแก้ภูมิแพ้ กำจัดแบคทีเรีย ส่วนกลิ่นแต่ละกลิ่นก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผ่อนคลาย สงบ หรือกระปรี้กระเปร่า
การสร้างบรรยากาศที่ดีในการนอนด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้หรือสมุนไพรกลิ่นต่างๆ เป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณนอนหลับฝันดีได้ เพราะเมื่อคุณสูดกลิ่นหอมของดอกไม้หรือสมุนไพรเข้าไป จมูกจะรับเอาพลังกลิ่นหอมเข้าสู่โพรงจมูกส่วนบน อันเป็นจุดรับความรู้สึกของกลิ่น ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบประสาท ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย หลับสบายยิ่งขึ้น
คุณสมบัติของกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรแต่ละชนิด
1. กลิ่นมะลิ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่สงบบริเวณระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้หลับได้เร็วขึ้นและรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่
2. กลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการระงับความตึงเครียด แก้อาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะไมเกรน ช่วยปรับสมดุลของระบบหมุนเวียนโลหิต รักษาปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จึงช่วยทำให้นอนหลับสบาย หลับสนิทมากยิ่งขึ้น และตื่นขึ้นมาด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง
3. กลิ่นกระดังงา มีคุณสมบัติในการบำบัดอาการซึมเศร้า คลายความตึงเครียดหรือวิตกกังวล ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ อาการโมโหหงุดหงิดง่าย จึงช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิดก่อนมีรอบเดือน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
4. กลิ่นส้ม สารโฟเลตที่อยู่ในส้มนั้นช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานเป็นไปตามปกติ ช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลายความตึงเครียด จากการทำงานหนักมาทั้งวัน
5. กลิ่นคาโมมายล์ สาร Apigenin จากดอกคาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและทำให้รู้สึกสงบ คลายความกังวล ความเครียด และอาการปวดศีรษะ จึงช่วยทำให้หลับสนิท
รักษาสิวด้วยเปลือกมังคุด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัลลิกา ชมนาวัง ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำวิจัยเรื่อง "โครงการสมุนไพรเพื่อใช้รักษาสิว" โดยศึกษาสมุนไพรไทยจำนวน 19 ชนิด อาทิ ฟ้าทลายโจร สะเดา ช่อระอา มังคุด พญายอ กระเจี๊ยบ ทดสอบฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวได้และยังออกฤทธิ์ต้านเชื้อสิวอักเสบได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดมังคุดช่วยลดรอยแผลเป็นของสิวอักเสบสูงถึงร้อยละ 77.8
สารสกัดจากเปลือกมังคุด ประกอบด้วย 4A ดังนี้
1. Anti – bacterial ยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและเกิดหนอง
2. Anti – inflammatory ลดการอักเสบ รอยผื่นบวมแดงที่ผิวหนัง
3. Anti – Oxidant ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากสภาวะล้อม
4. Astringent กระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวให้เนียนขึ้น
สูตร 1 รักษาสิวด้วยมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. มังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. หม้อเคลือบ
ขั้นตอนรักษาสิวด้วยมังคุด
1. นำมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. นำมังคุดมาต้มทั้งลูกในน้ำท่วมเดือน ประมาณ 10 นาที แล้วนำมาพักไว้ให้เย็น วิธีใช้งาน หลังจากพักไว้ให้เย็นแล้ว นำมังคุกฝ่าครึ่ง บีบน้ำในเปลือกมาทาบริวเวณที่เป็นสิว สิวอักเสบ 2-3 วันสิวจะยุบลงไปแล้วไม่กับมาเป็นอีก
สูตร 2 รักษาสิวด้วยครีมแต้มสิวมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. เปลือกมังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. ดินสอพอง 1 ช้อนชา
ขั้นตอนรักษาสิวด้วยครีมแต้มสิวมังคุด
1. นำเปลือกมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แร่ะ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับดินสอพอง ให้เหลวเล็กน้อย จะได้ครีมแต้มสิวมังคุด วิธีใช้งานครีมแต้มสิวมังคุด นำครีมแต้มสิวมังคุดของเราทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวยุบลงไปใน 3 วัน
สูตร 3 ครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. เปลือกมังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. โยเกิร์ต 1/2 ถ้วน
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด
1. นำเปลือกมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แระ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ครีมหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด วิธีใช้งานครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด ล้างหน้าให้สะอาด นำครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุดมาพอดหน้า ทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยให้หน้าใสรอยสิวหายเกลี้ยงทั้งหน้า และช่วยลดการเกิดสิวด้วยนะค่ะ
สูตร 4 ผิวเนียนนุ่มด้วยเปลือกมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. มังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. เกลือแกง 1 ถ้วย
3. ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
4. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 2 ช้อนชา
ขั้นตอนดูแลผิวเนียนนุ่มด้วยเปลือกมังคุด
1. นำมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แระ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับเกลือแกง ขมิ้นสด และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ครีมสครับผิวขาวด้วยเปลือกมังคุด
วิธีใช้งาน หลังจากอาบน้ำเสร็จ ให้นำครีมสครับผิวด้วยเปลือกมังคุดมา ขัดเบาๆ ที่ผิวให้ทั่ว พอกทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้ง/สัปดาห์ ผิวที่หยาบกร้านกับมามีความชุ่มชื่นและเนียบนุ่มขึ้น
สาระดีๆ จากเปลือกมังคุด ที่ช่วยในการรักษาสิวให้หายได้ และช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้นได้ด้วย วันไหนกินมังคุดอย่าเพิ่งทิ้งเปลือกไป นำมาพอกผิว ขัดผิว กันดีกว่า ของดีๆ จากธรรมชาติล้วนๆ เน้นๆ
Credit : สูตรเด็ดสิว คัดลอกมาจาก ชีวจิต ฉบับ 16 มิถุนายน 2550
สารสกัดจากเปลือกมังคุด ประกอบด้วย 4A ดังนี้
1. Anti – bacterial ยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและเกิดหนอง
2. Anti – inflammatory ลดการอักเสบ รอยผื่นบวมแดงที่ผิวหนัง
3. Anti – Oxidant ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากสภาวะล้อม
4. Astringent กระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวให้เนียนขึ้น
สูตร 1 รักษาสิวด้วยมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. มังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. หม้อเคลือบ
ขั้นตอนรักษาสิวด้วยมังคุด
1. นำมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. นำมังคุดมาต้มทั้งลูกในน้ำท่วมเดือน ประมาณ 10 นาที แล้วนำมาพักไว้ให้เย็น วิธีใช้งาน หลังจากพักไว้ให้เย็นแล้ว นำมังคุกฝ่าครึ่ง บีบน้ำในเปลือกมาทาบริวเวณที่เป็นสิว สิวอักเสบ 2-3 วันสิวจะยุบลงไปแล้วไม่กับมาเป็นอีก
สูตร 2 รักษาสิวด้วยครีมแต้มสิวมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. เปลือกมังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. ดินสอพอง 1 ช้อนชา
ขั้นตอนรักษาสิวด้วยครีมแต้มสิวมังคุด
1. นำเปลือกมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แร่ะ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับดินสอพอง ให้เหลวเล็กน้อย จะได้ครีมแต้มสิวมังคุด วิธีใช้งานครีมแต้มสิวมังคุด นำครีมแต้มสิวมังคุดของเราทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวยุบลงไปใน 3 วัน
สูตร 3 ครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. เปลือกมังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. โยเกิร์ต 1/2 ถ้วน
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด
1. นำเปลือกมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แระ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ครีมหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด วิธีใช้งานครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุด ล้างหน้าให้สะอาด นำครีมพอกหน้าใสด้วยเปลือกมังคุดมาพอดหน้า ทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยให้หน้าใสรอยสิวหายเกลี้ยงทั้งหน้า และช่วยลดการเกิดสิวด้วยนะค่ะ
สูตร 4 ผิวเนียนนุ่มด้วยเปลือกมังคุด ส่วนผสมดังนี้
1. มังคุดสด 10 ผล (ควรเลือกเปลือกมังคุดที่สุก โดยกดแล้วมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย)
2. เกลือแกง 1 ถ้วย
3. ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
4. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 2 ช้อนชา
ขั้นตอนดูแลผิวเนียนนุ่มด้วยเปลือกมังคุด
1. นำมังคุด ตัดขั้วเขียวๆ ออก แล้วล้างให้สะอาด
2. ขยำเปลือกมังคุดให้แระ หรือใช้เครื่องปั่นผลไม้ ปั่นให้ละเอียด นำมากรองกับผ้าขาว เอาแต่น้ำ สีม่วง คล้ายกับน้ำทับทิม
3. นำน้ำมังคุดที่กรอกได้มาผสมกับเกลือแกง ขมิ้นสด และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ครีมสครับผิวขาวด้วยเปลือกมังคุด
วิธีใช้งาน หลังจากอาบน้ำเสร็จ ให้นำครีมสครับผิวด้วยเปลือกมังคุดมา ขัดเบาๆ ที่ผิวให้ทั่ว พอกทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้ง/สัปดาห์ ผิวที่หยาบกร้านกับมามีความชุ่มชื่นและเนียบนุ่มขึ้น
สาระดีๆ จากเปลือกมังคุด ที่ช่วยในการรักษาสิวให้หายได้ และช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้นได้ด้วย วันไหนกินมังคุดอย่าเพิ่งทิ้งเปลือกไป นำมาพอกผิว ขัดผิว กันดีกว่า ของดีๆ จากธรรมชาติล้วนๆ เน้นๆ
Credit : สูตรเด็ดสิว คัดลอกมาจาก ชีวจิต ฉบับ 16 มิถุนายน 2550
มากิน "ยำใบบัวบก" แก้ช้ำในกัน
ส่วนผสม
1.ใบบัวบกซอย ประมาณ2 เซ็น
2. ปลาทูทอดหรือย่าง แกะเป็นชิ้น
3.มะพร้าวคั่ว
4.หอมแดงซอย/พริกขี้หนูซอย/พริกป่น
5.น้ำมะนาว/น้ำตาลปี๊บ/น้ำปลา
วิธีทำ
1.ผสมน้ำมะนาว/น้ำตาลปี๊บ/น้ำปลา/พริกป่นลงในชาม ชิมรสตามชอบ
2.ใส่ใบบัวบก/มะพร้าวคั่ว/หอมแดงซอย/พริกขี้หนูซอย/ปลาทูลงไปในชามน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานเสริฟ
ขอขอบคุณเจ้าของสูตรโดยคุณ : Kwansri Rattanaphithan
1.ใบบัวบกซอย ประมาณ2 เซ็น
2. ปลาทูทอดหรือย่าง แกะเป็นชิ้น
3.มะพร้าวคั่ว
4.หอมแดงซอย/พริกขี้หนูซอย/พริกป่น
5.น้ำมะนาว/น้ำตาลปี๊บ/น้ำปลา
วิธีทำ
1.ผสมน้ำมะนาว/น้ำตาลปี๊บ/น้ำปลา/พริกป่นลงในชาม ชิมรสตามชอบ
2.ใส่ใบบัวบก/มะพร้าวคั่ว/หอมแดงซอย/พริกขี้หนูซอย/ปลาทูลงไปในชามน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานเสริฟ
ขอขอบคุณเจ้าของสูตรโดยคุณ : Kwansri Rattanaphithan
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง
นี่เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดและมีคุณภาพไม่แพ้กับวิธีอื่นและวิธีนี้ช่วยทำให้
ผิวตึงไม่เหี่ยวย่น และทำให้รูขุมขนกระชับอีกด้วยนะคะ
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง หากคุณสังเกตผิวตัวเองอยู่บ่อยๆ จะรู้ได้ทันทีเลยว่าผิวหน้าเริ่มเสื่อม
สภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลผิว หรือสาวๆ ที่อายุย่างเข้าเลข 3
แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามีสูตรดีๆ มาฝากค่ะ
ส่วนผสม
น้ำแข็งก้อน
วิธีทำ
1.เริ่มแรกเราก็ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเราก่อน จากนั้นก็ซับด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง แล้วนำน้ำแข็งที่เตรียมไว้มาลูบให้ทั่วหน้าทำไปจนกว่าน้ำแข็งจะละลาย
2.เมื่อน้ำแข็งละลายหมดก้อนแล้ว จากนั้นเราก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นๆ อีกครั้งหนึ่ง แล้วซับหน้าให้แห้ง เมื่อจับผิวหน้าดูแล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าผิวตึงกระชับขึ้นทันที
3.สูตรนี้เป็นสูตรที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวันโดยไม่เกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายใดๆ แก่ผิวหน้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน หากทำเป็นประจำ ผิวหน้าจะกระชับและเต่งตึงอย่างเห็นได้ชัด.
ผิวตึงไม่เหี่ยวย่น และทำให้รูขุมขนกระชับอีกด้วยนะคะ
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง หากคุณสังเกตผิวตัวเองอยู่บ่อยๆ จะรู้ได้ทันทีเลยว่าผิวหน้าเริ่มเสื่อม
สภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลผิว หรือสาวๆ ที่อายุย่างเข้าเลข 3
แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามีสูตรดีๆ มาฝากค่ะ
ส่วนผสม
น้ำแข็งก้อน
วิธีทำ
1.เริ่มแรกเราก็ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเราก่อน จากนั้นก็ซับด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง แล้วนำน้ำแข็งที่เตรียมไว้มาลูบให้ทั่วหน้าทำไปจนกว่าน้ำแข็งจะละลาย
2.เมื่อน้ำแข็งละลายหมดก้อนแล้ว จากนั้นเราก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นๆ อีกครั้งหนึ่ง แล้วซับหน้าให้แห้ง เมื่อจับผิวหน้าดูแล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าผิวตึงกระชับขึ้นทันที
3.สูตรนี้เป็นสูตรที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวันโดยไม่เกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายใดๆ แก่ผิวหน้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน หากทำเป็นประจำ ผิวหน้าจะกระชับและเต่งตึงอย่างเห็นได้ชัด.
ลด “กระ” บนใบหน้า ด้วยวิธีธรรมชาติ
"กระ" คือ เม็ดสีผิวที่ผิดปกติมีขนาดเล็ก กลมๆ สีออกน้ำตาลๆ กระจายตัวอยู่รวมๆ กันบนผิว และจะ
เพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อผิวสัมผัสกับแสงแดดบ่อยๆ ซึ่งคนที่มีโอกาสจะเป็นกระส่วนมากมักเป็นคนที่มีผิว
ขาว กระสามารถขึ้นได้หลายที่โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดอย่างใบหน้า ที่แก้มและจมูก หรือบนร่าง
กายอย่างที่หัวไหล่หรือแขนก็ได้เช่นกัน โดยกระที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นไม่จำกัดเพศและอายุ เด็กหรือผู้ใหญ่
ผู้หญิงหรือผู้ชายมีสิทธิ์เป็นได้หมด
สาเหตุที่ทำให้เกิด “กระ”
* กรรมพันธุ์
* ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม แสงแดด UVA และ UVB
* ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในเพศหญิง
"กระ" บนใบหน้า จัดการอย่างไรดี ??
ประเภทของกระ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
1.กระตื้น :: จุดเล็กๆ สีน้ำตาล กระจายอยู่ทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดบ่อยๆ จะมีสี เข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ รอยกระจะจางลงไปเอง
2.กระลึก :: เป็นจุดสีน้ำเทาๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนมากจะพบบริเวณแก้มและโหนก แก้มค่ะ
3.กระเนื้อ :: เป็นจุดๆ เม็ดๆ สีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อนๆ มีลักษณะเป็นเม็ดนูนๆ มัก พบในผู้หญิงที่มีอายุเยอะ พบตามลำตัว คอ และใบหน้า
4.กระแดด :: เป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลคล้ายๆ กระตื้น พบในคนที่ตากแดดบ่อยๆ นานๆ
วิธีลด “กระ” บนใบหน้าทำได้ทุกคน
การลด “กระ” เป็นวิธีที่ ยากมาก ถ้าทำวิธีนี้ แล้วทุกคนต้องใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป มันต้องใช้เวลากับ
ความอดทนควบคู่กัน การลดรอยกระเป็นวิธีที่หายยากและยากจะหายเช่นกัน เพราะฉะนั้น มาสู้ๆ
1. ลดการอยู่กับแสงแดดให้มากเท่าที่จะทำได้ ก็คืออย่าสัมผัสแสงแดดโดยไม่จำเป็นค่ะ แม้ว่าแสงแดดจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันก็ตาม แต่เชื่อเถอะ สาว ๆ สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ แค่ไม่ออกจากบ้านหรือยืนกลางแดดเวลานาน ๆ ก็ช่วยได้เยอะแล้ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 + ไม่ว่าจะเผชิญแสงแดดน้อยหรือมากก็ตาม อย่าไว้ใจรังสียูวีที่แผ่ออกมาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา
3. ลดกระด้วยกระเทียม นำกระเทียมมาฝานให้มีขนาดเท่ากับเม็ดถั่วเขียว จากนั้นนำไปวางไว้บนบริเวณที่เป็นจุดกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง แล้วล้างออก และควรทำซ้ำทุกๆ 3 วัน
4. ลดกระด้วยว่านหางจระเข้ นำเอาวุ้นข้างในของว่านหางจระเข้ มาปั่นให้ละเอียดแล้วทาบริเวณที่เกิดกระขึ้น หรืออาจใช้เจลว่านหางจระเข้แทนก็จะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที ทำวันละสองครั้งในตอนเช้า และก่อนนอน
5. ลดกระด้วยใบกระเพราะแห้ง นำใบกระเพราแห้งมาปั่น จนกระทั่งได้ปริมาณประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเติมน้ำที่ผ่านการต้มลงไปประมาณ 100 มิลลิลิตร คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปแช่เย็น จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทาในบริเวณที่เป็นกระวันละ 2 ครั้ง
6. ลดกระด้วยน้ำมะนาว นำน้ำมะนาวแต้มบริเวณที่เป็นกระทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก จากนั้นทำการซับใบหน้าให้แห้ง
7. ลดกระด้วยนมเปรี้ยว แนะนำให้เลือกใช้นมเปรี้ยวรสธรรมชาติ เนื่องจากมีปริมาณของกรดแลคติกที่สูงมากกว่านมเปรี้ยวรสอื่นๆ จากนั้นนำนมเปรี้ยวแต้มลงไปในบริเวณที่เกิดกระเล็กน้อย ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก
8. หลังจากสคับใบหน้า ใช้สูตรพอกหน้าผลัดเซลล์ผิวต่าง ๆ หรือการใช้ AHA ไม่ควรออกแดดเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทาครีมกันแดดป้องกันแล้วก็ตาม เพราะสภาพผิวจะบางและไวต่อแดดมาก ดังนั้น ถ้าหากจะสคับหน้า พอกหน้า ผลัดเซลล์ผิว ขอให้เลือกทำในวันก่อนวันหยุดที่คุณไม่ได้ออกจากบ้านนะค่ะ
9. ลดกระด้วยมะเขือเทศกับมะนาว นำมะเขือเทศ 1 ผลมาบดแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป 6-7 หยด จากนั้นทาเฉพาะบริเวณที่เป็นกระเท่านั้น เพราะจะแสบหน่อยค่ะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำทุกวันกระจะดูจางลง
10. ลดกระด้วยน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะนาว นำน้ำมันมะพร้าวมาผสมกับน้ำมะนาวในปริมาณที่เท่ากัน เช่นจะแต้ม 4-5 จุดก็ใช้เพียงอย่างละ 4-5 หยดก็เพียงพอ จากนั้นนำไปแต้มบริเวณที่มีกระ ทำทุกวันไปเรื่อย ๆ กระจะดูจางลง
11. ลดกระด้วยน้ำมะขามเปียก+น้ำผึ้ง ทำการคั้นเอาน้ำมะขามเปียก แล้วนำไปตั้งไฟอ่อนจนสุก แล้วผสมเข้ากับน้ำผึ้งคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาทาในบริเวณที่เป็นกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออก
12. ลดกระด้วยข้าวโอ๊ต+มะม่วงหิมพานต์ นำข้าวโอ๊ตและมะม่วงหิมพานต์มาบดผสมให้เข้ากัน ผสมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยแล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก
13. ลดกระด้วยหัวผักกาด นำหัวผักกาดมาหั่นให้เป็นแว่นบางๆ แล้วนำไปทาในบริเวณที่เป็นกระให้ทั่ว ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น กระจะค่อยๆจางลงไปภายใน 10-15 วัน
14. ลดกระด้วยไข่ขาวดิบ นำไข่ขาวดิบ โดยเฉพาะไข่ขาวที่อยู่รอบๆบริเวณไข่แดงซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดรอยจากกระได้มากที่สุด ทาลงบนใบหน้าบริเวณที่เป็นกระวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
15. ลดกระด้วยแตงกวา นำแตงกวามาฝานให้เป็นแว่น ให้บางมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ จากนั้นให้นำมาวางบนใบหน้าในบริเวณที่เป็นกระ
16. เบบี้ออย+น้ำมะนาว นำเบบี้ออยผสมเข้ากับน้ำมะนาวในปริมาณที่เท่ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ทาในบริเวณที่เป็นกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
17. ลดกระด้วยน้ำผึ้งอุ่นๆ นำน้ำผึ้งไปทำการอุ่น และควรระวังอย่าให้อุณภูมิของน้ำผึ้งสูงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้หน้าไหม้เมื่อทำการทาได้ จากนั้นนำวีทเจิร์มมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าพร้อมกับนวดด้วยนิ้วเบาๆ หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และตามด้วยน้ำเย็น
18. ลดกระด้วยหอมแดง นำหอมแดงมาหั่นครึ่ง แล้วนำไปถูบนบริเวณที่เป็นกระ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หอมแดงจะช่วยทำการขจัดจุดกระและรอยด่างดำให้จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ
19. ลดกระด้วยขมิ้น+งา ผสมขมิ้นและงาในสัดส่วนที่เท่ากัน แล้วนำไปบดผสมกับน้ำเปล่าจำนวนเล็กน้อยให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ไปใช้ในการพอกหน้า ทิ้งเอาไว้ให้แห้งประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
20. ลดกระด้วยแครอทต้ม+น้ำมะนาว นำหัวแครอทไปทำการต้มในน้ำเดือดประมาณ 15 นาที แล้วนำมาผสมกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
21. ลดกระด้วยน้ำส้มสายชู นำน้ำส้มสายชู ผสมเข้ากับน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ไปทำการทำความสะอาดใบหน้าในบริเวณที่เป็นกระ ซึ่งควรเลือกใช้น้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ลหรือน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากธรรมชาติ
22. ลดกระด้วยสูตรมะละกอ นำเนื้อมะละกอสุกมาปันให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้า โดยเว้นบริเวณรอบดวงตา ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ข้อควรระวัง : เนื่องจากในส่วนผสมในสูตรต่างๆที่ใช้ในการรักษากระมักมีส่วนผสมของน้ำมะนาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด การใช้น้ำมะนาวกับบริเวณใบหน้าจึงควรที่ทดลองใช้กับจุดเล็กๆก่อน เพื่อเป็นการทดสอบว่าผิวของคุณสาวๆ มีอาการแพ้น้ำมะนาวหรือไม่ ถ้าหากไม่เกิดอาการแพ้ หรือปวดแสบ ปวดร้อน มากจนผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มการใช้ในจุดอื่นๆ ต่อไป เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพผิวที่ดีของตัวคุณสาวๆ เอง ถ้าหากคุณสาวๆ ทำตามวิธีการเคล็ดลับที่ได้แนะนำไปในข้างต้นอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว ในระยะเวลาที่ไม่นานนักก็จะสามารถเห็นผลว่าเจ้า " กระ "ตัวดีจะเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินและเสียเวลาในการไปรักษาตามสถาบันเสริมความงาม อีกทั้งยังเป็นวิธีการรักษาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่าย มีราคาที่ไม่แพง อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้สารเคมีเพื่อช่วยในการรักษาอีกด้วย ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้ากระ ที่จะแนะนำให้ใช้ เรียงลำดับการทำความสะอาดผิวหน้า ตั้งแต่ การขัดหน้า ล้างหน้า ใช้เซรั่มกระชับรูขุมขน และก็ครีมหน้าใสเพื่อผิวเรียบเนียนเป็นการตบท้ายการบำรุงผิวพรรณเพื่อห่างไกล ฝ้ากระ กลับมาเยือนอีก
![]() |
| ขอบคุณภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต |
ขาว กระสามารถขึ้นได้หลายที่โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดอย่างใบหน้า ที่แก้มและจมูก หรือบนร่าง
กายอย่างที่หัวไหล่หรือแขนก็ได้เช่นกัน โดยกระที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นไม่จำกัดเพศและอายุ เด็กหรือผู้ใหญ่
ผู้หญิงหรือผู้ชายมีสิทธิ์เป็นได้หมด
สาเหตุที่ทำให้เกิด “กระ”
* กรรมพันธุ์
* ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม แสงแดด UVA และ UVB
* ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในเพศหญิง
"กระ" บนใบหน้า จัดการอย่างไรดี ??
ประเภทของกระ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
1.กระตื้น :: จุดเล็กๆ สีน้ำตาล กระจายอยู่ทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดบ่อยๆ จะมีสี เข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ รอยกระจะจางลงไปเอง
2.กระลึก :: เป็นจุดสีน้ำเทาๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนมากจะพบบริเวณแก้มและโหนก แก้มค่ะ
3.กระเนื้อ :: เป็นจุดๆ เม็ดๆ สีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อนๆ มีลักษณะเป็นเม็ดนูนๆ มัก พบในผู้หญิงที่มีอายุเยอะ พบตามลำตัว คอ และใบหน้า
4.กระแดด :: เป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลคล้ายๆ กระตื้น พบในคนที่ตากแดดบ่อยๆ นานๆ
วิธีลด “กระ” บนใบหน้าทำได้ทุกคน
การลด “กระ” เป็นวิธีที่ ยากมาก ถ้าทำวิธีนี้ แล้วทุกคนต้องใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป มันต้องใช้เวลากับ
ความอดทนควบคู่กัน การลดรอยกระเป็นวิธีที่หายยากและยากจะหายเช่นกัน เพราะฉะนั้น มาสู้ๆ
1. ลดการอยู่กับแสงแดดให้มากเท่าที่จะทำได้ ก็คืออย่าสัมผัสแสงแดดโดยไม่จำเป็นค่ะ แม้ว่าแสงแดดจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันก็ตาม แต่เชื่อเถอะ สาว ๆ สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ แค่ไม่ออกจากบ้านหรือยืนกลางแดดเวลานาน ๆ ก็ช่วยได้เยอะแล้ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 + ไม่ว่าจะเผชิญแสงแดดน้อยหรือมากก็ตาม อย่าไว้ใจรังสียูวีที่แผ่ออกมาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา
3. ลดกระด้วยกระเทียม นำกระเทียมมาฝานให้มีขนาดเท่ากับเม็ดถั่วเขียว จากนั้นนำไปวางไว้บนบริเวณที่เป็นจุดกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง แล้วล้างออก และควรทำซ้ำทุกๆ 3 วัน
![]() |
| ขอบคุณภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต |
5. ลดกระด้วยใบกระเพราะแห้ง นำใบกระเพราแห้งมาปั่น จนกระทั่งได้ปริมาณประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จากนั้นเติมน้ำที่ผ่านการต้มลงไปประมาณ 100 มิลลิลิตร คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปแช่เย็น จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทาในบริเวณที่เป็นกระวันละ 2 ครั้ง
6. ลดกระด้วยน้ำมะนาว นำน้ำมะนาวแต้มบริเวณที่เป็นกระทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก จากนั้นทำการซับใบหน้าให้แห้ง
![]() |
| ขอบคุณภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต |
7. ลดกระด้วยนมเปรี้ยว แนะนำให้เลือกใช้นมเปรี้ยวรสธรรมชาติ เนื่องจากมีปริมาณของกรดแลคติกที่สูงมากกว่านมเปรี้ยวรสอื่นๆ จากนั้นนำนมเปรี้ยวแต้มลงไปในบริเวณที่เกิดกระเล็กน้อย ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก
8. หลังจากสคับใบหน้า ใช้สูตรพอกหน้าผลัดเซลล์ผิวต่าง ๆ หรือการใช้ AHA ไม่ควรออกแดดเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทาครีมกันแดดป้องกันแล้วก็ตาม เพราะสภาพผิวจะบางและไวต่อแดดมาก ดังนั้น ถ้าหากจะสคับหน้า พอกหน้า ผลัดเซลล์ผิว ขอให้เลือกทำในวันก่อนวันหยุดที่คุณไม่ได้ออกจากบ้านนะค่ะ
9. ลดกระด้วยมะเขือเทศกับมะนาว นำมะเขือเทศ 1 ผลมาบดแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป 6-7 หยด จากนั้นทาเฉพาะบริเวณที่เป็นกระเท่านั้น เพราะจะแสบหน่อยค่ะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำทุกวันกระจะดูจางลง
10. ลดกระด้วยน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะนาว นำน้ำมันมะพร้าวมาผสมกับน้ำมะนาวในปริมาณที่เท่ากัน เช่นจะแต้ม 4-5 จุดก็ใช้เพียงอย่างละ 4-5 หยดก็เพียงพอ จากนั้นนำไปแต้มบริเวณที่มีกระ ทำทุกวันไปเรื่อย ๆ กระจะดูจางลง
11. ลดกระด้วยน้ำมะขามเปียก+น้ำผึ้ง ทำการคั้นเอาน้ำมะขามเปียก แล้วนำไปตั้งไฟอ่อนจนสุก แล้วผสมเข้ากับน้ำผึ้งคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาทาในบริเวณที่เป็นกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออก
12. ลดกระด้วยข้าวโอ๊ต+มะม่วงหิมพานต์ นำข้าวโอ๊ตและมะม่วงหิมพานต์มาบดผสมให้เข้ากัน ผสมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยแล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก
13. ลดกระด้วยหัวผักกาด นำหัวผักกาดมาหั่นให้เป็นแว่นบางๆ แล้วนำไปทาในบริเวณที่เป็นกระให้ทั่ว ทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น กระจะค่อยๆจางลงไปภายใน 10-15 วัน
14. ลดกระด้วยไข่ขาวดิบ นำไข่ขาวดิบ โดยเฉพาะไข่ขาวที่อยู่รอบๆบริเวณไข่แดงซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดรอยจากกระได้มากที่สุด ทาลงบนใบหน้าบริเวณที่เป็นกระวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
15. ลดกระด้วยแตงกวา นำแตงกวามาฝานให้เป็นแว่น ให้บางมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ จากนั้นให้นำมาวางบนใบหน้าในบริเวณที่เป็นกระ
16. เบบี้ออย+น้ำมะนาว นำเบบี้ออยผสมเข้ากับน้ำมะนาวในปริมาณที่เท่ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ทาในบริเวณที่เป็นกระ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
17. ลดกระด้วยน้ำผึ้งอุ่นๆ นำน้ำผึ้งไปทำการอุ่น และควรระวังอย่าให้อุณภูมิของน้ำผึ้งสูงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้หน้าไหม้เมื่อทำการทาได้ จากนั้นนำวีทเจิร์มมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าพร้อมกับนวดด้วยนิ้วเบาๆ หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และตามด้วยน้ำเย็น
![]() |
| ขอบคุณภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต |
19. ลดกระด้วยขมิ้น+งา ผสมขมิ้นและงาในสัดส่วนที่เท่ากัน แล้วนำไปบดผสมกับน้ำเปล่าจำนวนเล็กน้อยให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ไปใช้ในการพอกหน้า ทิ้งเอาไว้ให้แห้งประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
20. ลดกระด้วยแครอทต้ม+น้ำมะนาว นำหัวแครอทไปทำการต้มในน้ำเดือดประมาณ 15 นาที แล้วนำมาผสมกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
21. ลดกระด้วยน้ำส้มสายชู นำน้ำส้มสายชู ผสมเข้ากับน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ไปทำการทำความสะอาดใบหน้าในบริเวณที่เป็นกระ ซึ่งควรเลือกใช้น้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ลหรือน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากธรรมชาติ
22. ลดกระด้วยสูตรมะละกอ นำเนื้อมะละกอสุกมาปันให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้า โดยเว้นบริเวณรอบดวงตา ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ข้อควรระวัง : เนื่องจากในส่วนผสมในสูตรต่างๆที่ใช้ในการรักษากระมักมีส่วนผสมของน้ำมะนาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด การใช้น้ำมะนาวกับบริเวณใบหน้าจึงควรที่ทดลองใช้กับจุดเล็กๆก่อน เพื่อเป็นการทดสอบว่าผิวของคุณสาวๆ มีอาการแพ้น้ำมะนาวหรือไม่ ถ้าหากไม่เกิดอาการแพ้ หรือปวดแสบ ปวดร้อน มากจนผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มการใช้ในจุดอื่นๆ ต่อไป เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพผิวที่ดีของตัวคุณสาวๆ เอง ถ้าหากคุณสาวๆ ทำตามวิธีการเคล็ดลับที่ได้แนะนำไปในข้างต้นอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว ในระยะเวลาที่ไม่นานนักก็จะสามารถเห็นผลว่าเจ้า " กระ "ตัวดีจะเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินและเสียเวลาในการไปรักษาตามสถาบันเสริมความงาม อีกทั้งยังเป็นวิธีการรักษาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่าย มีราคาที่ไม่แพง อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้สารเคมีเพื่อช่วยในการรักษาอีกด้วย ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้ากระ ที่จะแนะนำให้ใช้ เรียงลำดับการทำความสะอาดผิวหน้า ตั้งแต่ การขัดหน้า ล้างหน้า ใช้เซรั่มกระชับรูขุมขน และก็ครีมหน้าใสเพื่อผิวเรียบเนียนเป็นการตบท้ายการบำรุงผิวพรรณเพื่อห่างไกล ฝ้ากระ กลับมาเยือนอีก
ครีมต่อต้านริ้วรอย แบบ โฮมเมด
ครีมต่อต้านริ้วรอยที่เราซื้อใช้กันตามห้างสรรพสินค้าราคาแพงมากก เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาทำครีมนี้ไว้ใช้กันเอง เริ่มกันเลยค่ะ
ส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้
1. น้ำผึ้งปลอดสารพิษ
2. ไข่ขาว
3. แกนสับปะรด
4. องุ่นเขียว
5. น้ำมันมะพร้าว
6. วิตามิน e/a oil
7. น้ำมันอัลมอนด์
สูตรการทำครีมลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า
1. น้ำมันโจโจ้บา 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำมันเมล็ดผลดอกกุหลาบ 3 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำมันมะพร้า 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมันแอบปริคอต 3 ช้อนโต๊ะ
5. เม็ดขี้ผึ้งบริสุทธิ์ 1-1/2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำมันหอมระเหยเมล็ดแครอท 5 หยด (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
7. น้ำกุหลาบ 5 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ใส่ทุกอย่างในหม้อไอน้ำ(ทำอย่างไรดูในภาพนะคะ) ตั้งไฟอ่อน ๆ สัก 5-8 นาที เพื่อให้ขี้ผึ้งละลาย เสร็จแล้วคนให้ทั่ว ๆ แล้วยกออกจากความร้อน แล้วค่อย ๆ เติมน้ำดอกกุหลาบลงไปทีละน้อย ใช้ครีมนี้ทา ทุก ๆ เช้าและก่อนนอน.
โกโก้บัตเตอร์, แอปริคอทน้ำผึ้งและน้ำมันงาครีมต่อต้านริ้วรอย
สูตรนี้รวบรวมครั้งแรก
เนยโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้งปลอดสารพิษ ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 หยด
น้ำมันแอปริคอท 2 หยด
ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน
แล้วก็บอกลาสัญญาณของริ้วรอยของคุณกับครีมต่อต้านริ้วรอยได้เลย......
ขอบคุณที่มา http://www.antiwrinkletips.net/homemade-anti-wrinkle-creams-the-ones-you-have-been-waiting-for
ส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้
1. น้ำผึ้งปลอดสารพิษ
2. ไข่ขาว
3. แกนสับปะรด
4. องุ่นเขียว
5. น้ำมันมะพร้าว
6. วิตามิน e/a oil
7. น้ำมันอัลมอนด์
สูตรการทำครีมลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า
1. น้ำมันโจโจ้บา 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำมันเมล็ดผลดอกกุหลาบ 3 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำมันมะพร้า 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมันแอบปริคอต 3 ช้อนโต๊ะ
5. เม็ดขี้ผึ้งบริสุทธิ์ 1-1/2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำมันหอมระเหยเมล็ดแครอท 5 หยด (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
7. น้ำกุหลาบ 5 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ใส่ทุกอย่างในหม้อไอน้ำ(ทำอย่างไรดูในภาพนะคะ) ตั้งไฟอ่อน ๆ สัก 5-8 นาที เพื่อให้ขี้ผึ้งละลาย เสร็จแล้วคนให้ทั่ว ๆ แล้วยกออกจากความร้อน แล้วค่อย ๆ เติมน้ำดอกกุหลาบลงไปทีละน้อย ใช้ครีมนี้ทา ทุก ๆ เช้าและก่อนนอน.
![]() |
| วิธีทำหม้อต้มไอน้ำ |
โกโก้บัตเตอร์, แอปริคอทน้ำผึ้งและน้ำมันงาครีมต่อต้านริ้วรอย
สูตรนี้รวบรวมครั้งแรก
เนยโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้งปลอดสารพิษ ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 หยด
น้ำมันแอปริคอท 2 หยด
ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน
แล้วก็บอกลาสัญญาณของริ้วรอยของคุณกับครีมต่อต้านริ้วรอยได้เลย......
ขอบคุณที่มา http://www.antiwrinkletips.net/homemade-anti-wrinkle-creams-the-ones-you-have-been-waiting-for
ดีทอกซ์แบบเข้มข้น เพื่อสุขภาพที่ดี
ดีทอกซ์แบบเข้มข้น เพื่อสุขภาพที่ดี
วันนี้ขอเสนอคอร์สพิเศษสำหรับเพื่อนๆ ที่รักสุขภาพทุกคน ถึงการทำดีทอกซ์แบบเข้มข้น
แต่ต้องแจ้งก่อนว่า ต้องใช้เวลาในการทำทั้งหมด 14 วันติดต่อกัน สำหรับผู้ที่ทำครั้งแรก และ 7 วันสำหรับผู้ที่ทำครั้งต่อๆ ไป
ผลลัพธ์สำหรับคอร์สนี้ คือ ทำให้ลำไส้ของเราซึ่งผ่านการทำหน้าที่อย่างโชกโชนตลอดชีวิตของเรา สะอาด สามารถล้างสิ่งสกปรกหมักหมมต่างๆ ที่เคลือบอยู่บนผิวของลำไส้ออกไปให้หมด ซึ่งสิ่งสกปรกต่างๆเหล่านี้แหละที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ที่เป็น โรคที่น่ากลัวสำหรับคนยุคใหม่อย่างเรา
และมีผลพลอยได้ (ซึ่งบางคนอยากได้เป็นผลหลัก) ก็คือ ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และที่สำคัญที่สุดคือ น้ำหนักลดลงด้วย
ส่วนประกอบที่ต้องใช้มีดังนี้
1. น้ำตาลคาราเมลสัก 3 กิโลกรัม (ถุงละครึ่งกิโล ก็ซื้อมา 6 ถุง สำหรับทำได้ 14 วันเลย หากใครที่อยากทำไม่ถึง 14 วัน ก็ลดขนาดเอง) ส่วนประกอบนี้ใช้เป็นแหล่งพลังงานเพื่อประทังชีวิตในระหว่างกระบวนการทำดีท็อกซ์
2. มะนาว ซื้อมาเยอะๆ เลยก็ได้ ใช้ครั้งละอย่างน้อย 3 ลูก วันละ 6 ครั้ง จำนวน 14 วัน ก็คิดเป็น 252 ลูก แต่ซื้อมามากกว่านี้ก็ได้เพราะว่ายิ่งน้ำมะนาวเยอะ ยิ่งได้ผลดี ส่วนประกอบนี้ต้องการฤทธิ์กรดสำหรับกัดลอกเนื้อเยื่อที่ไม่ดีบริเวณทางเดินอาหารออก และมีผลพลอยได้จาก Very high dose Vitamin C ซื่งใช้เป็น Antiaging (สารชะลอความแก่)
3. คือ พริกปาปริกาป่น แบบที่กินกับพิซซ่า หาซื้อได้ที่ Tops นะ แต่หากหาไม่ได้จริงๆ ใช้พริกขี้หนูป่นก็ได้ ส่วนประกอบนี้ช่วยทำให้ผิวเนื้อเยื่อลอกได้ดีขึ้น และแต่งรสชาด ให้ทานง่ายขึ้น
ขั้นตอนการทำ
1. นำน้ำตาลคาราเมลมา 2 ถุง (1 กิโลกรัม) ผสมน้ำ 1 กิโลกรัม ละลายให้เข้ากันดี ตั้งไฟพอเดือดเพื่อช่วยละลาย แล้วแบ่งน้ำเชื่อมนี้เป็น 5 ส่วนเท่าๆ กัน เก็บไว้ในตู้เย็นเป็น Stock solution สำหรับการทำดีทอกซ์ 5 วัน
2. ในแต่ละวัน ให้นำ Stock solution มา 1 ขวด เติมน้ำลงไปให้ครบ 1800 มิลลิลิตร แล้วแบ่งใส่ขวดได้เป็น 3 ขวด (ใช้ขวดน้ำดื่มขนาด 600 มิลลิลิตร ) ซึ่งน้ำเชื่อม 3 ขวดนี้ ใช้ได้สำหรับการดื่ม 1 วันพอดี (6 มื้อ) คือมื้อละครึ่งขวด
ส่วนของมะนาว
สามารถคั้นไว้วันละ 1 ครั้งก็ได้ คือใช้น้ำมะนาวอย่างน้อย 18 ลูก คั้นน้ำใส่ขวดได้ให้ได้อย่างน้อยครึ่งขวด หรือ อย่างน้อย 18 ช้อนโต๊ะ โดยแต่ละมื้อต้องใช้น้ำมะนาวประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะ หรือจะใช้มากกว่านั้นก็ได้ คั้นเสร็จแล้วให้แช่เย็นไว้ เพื่อไม่ให้วิตามินซีในน้ำมะนาวสลายตัว
ขั้นตอนการทำดีท็อกซ์
ให้ทำครั้งแรก 14 วัน และหากต้องการทำอีกก็คือ ให้เว้นไปอย่างน้อย 6 เดือน จึงทำซ้ำได้ ถ้าจะให้ดีควรทำทุกๆ ปีนะ เพื่อสุขภาพที่ดี
วิธีในการผสมน้ำมะนาวคือ
ตวงน้ำมะนาวมา 3-5 ช้อนโต๊ะ ผสมกับพริกป่นก่อนเพื่อให้กระจายตัวได้ง่าย ใช้พริกมากน้อยแล้วแต่ชอบว่าเผ็ดมากเผ็ดน้อย จากนั้นเติมน้ำเชื่อมคาราเมลครึ่งขวด ผสมให้เข้ากัน แล้วดื่ม หากใครชอบเย็นๆ ก็เติมน้ำแข็งได้
- วันที่ 0 ให้ชงชามะขามแขก (ยี่ห้ออะไรก็ได้ หาง่ายๆ ใน 7/11 คือฟิตเน่) โดยให้แช่ชาอย่างน้อย 20-30 นาที ดื่ม 1 แก้ว หลังจากนั้นให้ดื่มน้ำดีท็อกซ์เวลา เวลา 20.00 น.
- วันที่ 1-3 ให้ชงชาระบายดื่ม 2 รอบต่อวัน คือ ตอน 6.00 น. และ 20.00 น. ส่วนในระหว่างวันให้ดื่มน้ำมะนาวจำนวน 6 มื้อ คือ เวลา 8.00 น., 10.00 น., 12.00 น., 14.00 น., 16.00 น., และ 18.00 น.
- วันที่ 4-14 ดื่มชาระบายเพียงวันละครั้งพอครับ คือตอน 6.00 น. ส่วนน้ำมะนาวให้ดื่มเหมือนเดิมคือวันละ 6 ครั้ง
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. การผสมน้ำมะนาว ให้ผสมครั้งต่อครั้ง อย่าผสมทิ้งไว้ เพื่อให้คุณค่าของวิตามินในน้ำมะนาวอยู่สมบูรณ์ที่สุด
2. ให้ดื่มน้ำเยอะๆในระหว่างวัน เพื่อป้องกัน Acid-Base Imbalance ในร่างกายของเรา
3. ให้แปรงฟันบ่อยๆ และบ้วนปากทุกครั้งที่ดื่มน้ำมะนาว เพื่อสุขภาพปากและฟันของท่าน
4. ในระหว่างวัน หากรู้สึกเพลีย แนะนำให้จิบน้ำ Maple syrup (หาซื้อได้ น่าจะมีที่ Tops หรือหากหาซื้อไม่ได้ ให้ใช้น้ำเชื่อมธรรมดาแทน) เพื่อเพิ่มพลังงาน ซึ่งจะรู้สึกว่าต้องการมากๆ ตอนก่อนนอน และตอนเช้า เนื่องจากช่วง 18.00-8.00 น. นั้น ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารเลย อาจรู้สึกเพลียได้ จึงให้ใช้วิธีจิบน้ำเชื่อมดังกล่าว แต่แค่จิบ อย่ากินเยอะ
5. ในวันแรกๆที่ดื่มชาระบาย 2 ครั้งต่อวัน อาจเข้าห้องน้ำบ่อย แต่จะไม่รู้สึกไม่สบายท้อง ไม่ต้องกังวลส่วนวันหลังๆ ก็ถ่ายปกติ วันละ 1 ครั้ง ปกติแล้วยาระบายที่ดื่ม จะออกฤทธิ์หลังจากดื่ม 6-9 ชั่วโมง แต่อาจแตกต่างขึ้นกับบุคคล
6. อุจจาระวันแรกๆ เป็นอาหารที่ค้างในลำไส้ ซึ่งอาจไม่แตกต่างจากเดิม แต่วันที่ 3 เป็นต้นไป จะเป็นมูกมันๆ สีเข้ม กลิ่นเหม็นมาก และจะเป็นเช่นนี้ไปจนจบคอร์สช่วงแรกๆ อุจจาระอาจลอยน้ำ แต่ตอนท้ายๆ อาจจมน้ำ และมีเนื้อเยื่อออกมาเป็นแผ่นๆ บ้าง ไม่ต้องตกใจ
7. ช่วงหลังจาก 7 วันไปแล้ว หากรู้สึกมีกลิ่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องตกใจเช่นกัน เพราะเป็นการขับสารพิษออกทางผิวหนังครับ ซึ่งการทำดีทอกซ์โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ นอกจากสามารถกำจัดสารพิษในทางเดินอาหารได้แล้วนั้น ยังสามารถออกฤทธิ์กำจัดสารพิษในอวัยวะอื่นๆและในกระแสเลือดได้ด้วย ซึ่งพิสูจน์ได้จากการกำจัดออกทางผิวหนังทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้นนี้แหละ
8. ในช่วงที่ทำดีทอกซ์นี้ ผิวหนังอาจแห้งมาก แนะนำให้ทาโลชัน หรือน้ำมัน ตามผิวหนัง เพื่อลดอาการคันตามผิวหนัง
ตลอดการทำดีทอกซ์โดยวิธีนี้ ห้ามรับประทานอาหารอื่นๆ นอกจากน้ำดีทอกซ์นี้เท่านั้น งดอาหารไปเลย 14 วัน แต่ว่าจะไม่หิวหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด พลังงานที่ได้รับในแต่ละวันยังเพียงพออยู่ ทำให้สามารถทำงานต่างๆ ได้ตามปกติทุกประการ
ขั้นสุดท้าย หลังจากผ่านคอร์สนี้ไปแล้ว 14 วัน วันรุ่งขึ้น และวันต่อมาอีกสัก 1-2 วัน ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ และรสไม่จัดก่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ต้มจับฉ่าย และให้ดื่มนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตที่มีเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อในลำไส้
คำเตือน
ในวันแรกที่เริ่มรับประทานอาหาร ขอให้รับประทานอาหารอย่างช้าๆ และปริมาณน้อยก่อน มิฉะนั้นท่านอาจเกิดอาการจุก พะอืดพะอม และอาเจียนได้ เพราะตอนนั้นกระเพาะอาหารเรารับปริมาณอาหารได้ไม่เยอะ แล้วค่อยเพิ่มปริมาณในภายหลัง
ที่มา http://forum.pharmacy.psu.ac.th/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=23&Itemid=2
วันนี้ขอเสนอคอร์สพิเศษสำหรับเพื่อนๆ ที่รักสุขภาพทุกคน ถึงการทำดีทอกซ์แบบเข้มข้น
แต่ต้องแจ้งก่อนว่า ต้องใช้เวลาในการทำทั้งหมด 14 วันติดต่อกัน สำหรับผู้ที่ทำครั้งแรก และ 7 วันสำหรับผู้ที่ทำครั้งต่อๆ ไป
ผลลัพธ์สำหรับคอร์สนี้ คือ ทำให้ลำไส้ของเราซึ่งผ่านการทำหน้าที่อย่างโชกโชนตลอดชีวิตของเรา สะอาด สามารถล้างสิ่งสกปรกหมักหมมต่างๆ ที่เคลือบอยู่บนผิวของลำไส้ออกไปให้หมด ซึ่งสิ่งสกปรกต่างๆเหล่านี้แหละที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ที่เป็น โรคที่น่ากลัวสำหรับคนยุคใหม่อย่างเรา
และมีผลพลอยได้ (ซึ่งบางคนอยากได้เป็นผลหลัก) ก็คือ ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และที่สำคัญที่สุดคือ น้ำหนักลดลงด้วย
ส่วนประกอบที่ต้องใช้มีดังนี้
1. น้ำตาลคาราเมลสัก 3 กิโลกรัม (ถุงละครึ่งกิโล ก็ซื้อมา 6 ถุง สำหรับทำได้ 14 วันเลย หากใครที่อยากทำไม่ถึง 14 วัน ก็ลดขนาดเอง) ส่วนประกอบนี้ใช้เป็นแหล่งพลังงานเพื่อประทังชีวิตในระหว่างกระบวนการทำดีท็อกซ์
2. มะนาว ซื้อมาเยอะๆ เลยก็ได้ ใช้ครั้งละอย่างน้อย 3 ลูก วันละ 6 ครั้ง จำนวน 14 วัน ก็คิดเป็น 252 ลูก แต่ซื้อมามากกว่านี้ก็ได้เพราะว่ายิ่งน้ำมะนาวเยอะ ยิ่งได้ผลดี ส่วนประกอบนี้ต้องการฤทธิ์กรดสำหรับกัดลอกเนื้อเยื่อที่ไม่ดีบริเวณทางเดินอาหารออก และมีผลพลอยได้จาก Very high dose Vitamin C ซื่งใช้เป็น Antiaging (สารชะลอความแก่)
3. คือ พริกปาปริกาป่น แบบที่กินกับพิซซ่า หาซื้อได้ที่ Tops นะ แต่หากหาไม่ได้จริงๆ ใช้พริกขี้หนูป่นก็ได้ ส่วนประกอบนี้ช่วยทำให้ผิวเนื้อเยื่อลอกได้ดีขึ้น และแต่งรสชาด ให้ทานง่ายขึ้น
ขั้นตอนการทำ
1. นำน้ำตาลคาราเมลมา 2 ถุง (1 กิโลกรัม) ผสมน้ำ 1 กิโลกรัม ละลายให้เข้ากันดี ตั้งไฟพอเดือดเพื่อช่วยละลาย แล้วแบ่งน้ำเชื่อมนี้เป็น 5 ส่วนเท่าๆ กัน เก็บไว้ในตู้เย็นเป็น Stock solution สำหรับการทำดีทอกซ์ 5 วัน
2. ในแต่ละวัน ให้นำ Stock solution มา 1 ขวด เติมน้ำลงไปให้ครบ 1800 มิลลิลิตร แล้วแบ่งใส่ขวดได้เป็น 3 ขวด (ใช้ขวดน้ำดื่มขนาด 600 มิลลิลิตร ) ซึ่งน้ำเชื่อม 3 ขวดนี้ ใช้ได้สำหรับการดื่ม 1 วันพอดี (6 มื้อ) คือมื้อละครึ่งขวด
ส่วนของมะนาว
สามารถคั้นไว้วันละ 1 ครั้งก็ได้ คือใช้น้ำมะนาวอย่างน้อย 18 ลูก คั้นน้ำใส่ขวดได้ให้ได้อย่างน้อยครึ่งขวด หรือ อย่างน้อย 18 ช้อนโต๊ะ โดยแต่ละมื้อต้องใช้น้ำมะนาวประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะ หรือจะใช้มากกว่านั้นก็ได้ คั้นเสร็จแล้วให้แช่เย็นไว้ เพื่อไม่ให้วิตามินซีในน้ำมะนาวสลายตัว
ขั้นตอนการทำดีท็อกซ์
ให้ทำครั้งแรก 14 วัน และหากต้องการทำอีกก็คือ ให้เว้นไปอย่างน้อย 6 เดือน จึงทำซ้ำได้ ถ้าจะให้ดีควรทำทุกๆ ปีนะ เพื่อสุขภาพที่ดี
วิธีในการผสมน้ำมะนาวคือ
ตวงน้ำมะนาวมา 3-5 ช้อนโต๊ะ ผสมกับพริกป่นก่อนเพื่อให้กระจายตัวได้ง่าย ใช้พริกมากน้อยแล้วแต่ชอบว่าเผ็ดมากเผ็ดน้อย จากนั้นเติมน้ำเชื่อมคาราเมลครึ่งขวด ผสมให้เข้ากัน แล้วดื่ม หากใครชอบเย็นๆ ก็เติมน้ำแข็งได้
- วันที่ 0 ให้ชงชามะขามแขก (ยี่ห้ออะไรก็ได้ หาง่ายๆ ใน 7/11 คือฟิตเน่) โดยให้แช่ชาอย่างน้อย 20-30 นาที ดื่ม 1 แก้ว หลังจากนั้นให้ดื่มน้ำดีท็อกซ์เวลา เวลา 20.00 น.
- วันที่ 1-3 ให้ชงชาระบายดื่ม 2 รอบต่อวัน คือ ตอน 6.00 น. และ 20.00 น. ส่วนในระหว่างวันให้ดื่มน้ำมะนาวจำนวน 6 มื้อ คือ เวลา 8.00 น., 10.00 น., 12.00 น., 14.00 น., 16.00 น., และ 18.00 น.
- วันที่ 4-14 ดื่มชาระบายเพียงวันละครั้งพอครับ คือตอน 6.00 น. ส่วนน้ำมะนาวให้ดื่มเหมือนเดิมคือวันละ 6 ครั้ง
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. การผสมน้ำมะนาว ให้ผสมครั้งต่อครั้ง อย่าผสมทิ้งไว้ เพื่อให้คุณค่าของวิตามินในน้ำมะนาวอยู่สมบูรณ์ที่สุด
2. ให้ดื่มน้ำเยอะๆในระหว่างวัน เพื่อป้องกัน Acid-Base Imbalance ในร่างกายของเรา
3. ให้แปรงฟันบ่อยๆ และบ้วนปากทุกครั้งที่ดื่มน้ำมะนาว เพื่อสุขภาพปากและฟันของท่าน
4. ในระหว่างวัน หากรู้สึกเพลีย แนะนำให้จิบน้ำ Maple syrup (หาซื้อได้ น่าจะมีที่ Tops หรือหากหาซื้อไม่ได้ ให้ใช้น้ำเชื่อมธรรมดาแทน) เพื่อเพิ่มพลังงาน ซึ่งจะรู้สึกว่าต้องการมากๆ ตอนก่อนนอน และตอนเช้า เนื่องจากช่วง 18.00-8.00 น. นั้น ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารเลย อาจรู้สึกเพลียได้ จึงให้ใช้วิธีจิบน้ำเชื่อมดังกล่าว แต่แค่จิบ อย่ากินเยอะ
5. ในวันแรกๆที่ดื่มชาระบาย 2 ครั้งต่อวัน อาจเข้าห้องน้ำบ่อย แต่จะไม่รู้สึกไม่สบายท้อง ไม่ต้องกังวลส่วนวันหลังๆ ก็ถ่ายปกติ วันละ 1 ครั้ง ปกติแล้วยาระบายที่ดื่ม จะออกฤทธิ์หลังจากดื่ม 6-9 ชั่วโมง แต่อาจแตกต่างขึ้นกับบุคคล
6. อุจจาระวันแรกๆ เป็นอาหารที่ค้างในลำไส้ ซึ่งอาจไม่แตกต่างจากเดิม แต่วันที่ 3 เป็นต้นไป จะเป็นมูกมันๆ สีเข้ม กลิ่นเหม็นมาก และจะเป็นเช่นนี้ไปจนจบคอร์สช่วงแรกๆ อุจจาระอาจลอยน้ำ แต่ตอนท้ายๆ อาจจมน้ำ และมีเนื้อเยื่อออกมาเป็นแผ่นๆ บ้าง ไม่ต้องตกใจ
7. ช่วงหลังจาก 7 วันไปแล้ว หากรู้สึกมีกลิ่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องตกใจเช่นกัน เพราะเป็นการขับสารพิษออกทางผิวหนังครับ ซึ่งการทำดีทอกซ์โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ นอกจากสามารถกำจัดสารพิษในทางเดินอาหารได้แล้วนั้น ยังสามารถออกฤทธิ์กำจัดสารพิษในอวัยวะอื่นๆและในกระแสเลือดได้ด้วย ซึ่งพิสูจน์ได้จากการกำจัดออกทางผิวหนังทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้นนี้แหละ
8. ในช่วงที่ทำดีทอกซ์นี้ ผิวหนังอาจแห้งมาก แนะนำให้ทาโลชัน หรือน้ำมัน ตามผิวหนัง เพื่อลดอาการคันตามผิวหนัง
ตลอดการทำดีทอกซ์โดยวิธีนี้ ห้ามรับประทานอาหารอื่นๆ นอกจากน้ำดีทอกซ์นี้เท่านั้น งดอาหารไปเลย 14 วัน แต่ว่าจะไม่หิวหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด พลังงานที่ได้รับในแต่ละวันยังเพียงพออยู่ ทำให้สามารถทำงานต่างๆ ได้ตามปกติทุกประการ
ขั้นสุดท้าย หลังจากผ่านคอร์สนี้ไปแล้ว 14 วัน วันรุ่งขึ้น และวันต่อมาอีกสัก 1-2 วัน ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ และรสไม่จัดก่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ต้มจับฉ่าย และให้ดื่มนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตที่มีเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อในลำไส้
คำเตือน
ในวันแรกที่เริ่มรับประทานอาหาร ขอให้รับประทานอาหารอย่างช้าๆ และปริมาณน้อยก่อน มิฉะนั้นท่านอาจเกิดอาการจุก พะอืดพะอม และอาเจียนได้ เพราะตอนนั้นกระเพาะอาหารเรารับปริมาณอาหารได้ไม่เยอะ แล้วค่อยเพิ่มปริมาณในภายหลัง
ที่มา http://forum.pharmacy.psu.ac.th/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=23&Itemid=2
สุขภาพดี สวยด้วยธรรมชาติ จากข้างใน
รับประทาน สมุนไพร พืช ผัก ผลไม้ ต้านอนุมูลอิสระ antioxidant
เป็นการล้างสารพิษ ดีท็อกซ์ Detox โดยวิธีธรรมชาติ
ลดความเสี่ยงต่อโรคเสื่อมต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเก๊าต์ หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง
โรคมะเร็ง และยังช่วยให้รูปร่างสมส่วน และผิวพรรณสดใสอีกด้วย
มะนาว..ล้างพิษ ลดสิว...ลดน้ำหนัก
ดื่มน้ำ
อุ่นผสมน้ำมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว
เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ
หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที
ล้างพิษ (ดีท็อกซ์) ง่าย ๆ ด้วยมะนาว

มะนาว..ล้างพิษ ลดสิว...ลดน้ำหนัก
ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุกๆ เช้า มีประโยชน์....
...ล้างพิษ ลดสิว...ลดน้ำหนัก...
ดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาสิว วิธีการนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล
สามารถ
ใช้วิธีการดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาและทำความสะอาดภายในร่างกาย
หรือขจัดสารพิษออกจากตับ
และเพื่อให้การดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย
น้ำมะนาวนั้นเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ
ที่ช่วยให้กระชุ่มกระชวย ดื่มง่าย และทำได้ง่าย
ความจริง
แล้วการรักษาสิวด้วยการดื่มน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง
ที่ทุกคนควรดื่ม (สำหรับคนที่ไม่แพ้มะนาว) ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นคือ :
-ขจัดกรดต่าง ๆ ที่ตกค้างออกไป เพราะน้ำมะนาวมีแร่ธาตุต่าง ๆ (วิตามินซี, โพแทสเซียม)
-บรรเทาอาการท้องผูก
-ทำความสะอาดตับด้วยกรดซิตริก และสร้างเอนไซม์เพื่อขจัดสารพิษในเลือด
-ช่วยกระบวนการย่อยอาหาร
-กำจัดนิ่วในไต และตับอ่อน
การรักษาสิวโดยการดื่มน้ำมะนาว สูตร 1
1.บีบน้ำมะนาว 1 ผลลงในแก้ว
2.เติมน้ำเปล่า 2 ถ้วย (ถ้วยละ 8 ออนซ์)
3.ดื่มน้ำมะนาวที่ผสมนี้ได้ทั้งวัน
การรักษาสิวโดยการดื่มน้ำมะนาว สูตร 2
1.บีบน้ำมะนาว 1 ผล ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว 1 ถ้วย (8 ออนซ์)
2.ดื่มเป็นสิ่งแรกของวัน ในตอนเช้า
3.หลัง
จากดื่มน้ำมะนาว งดการดื่ม หรือรับประทานสิ่งใด ๆ ภายในครึ่งชั่วโมง
เพื่อให้น้ำมะนาวได้ชำระล้างร่างกายสิว สิว สิว ทำไงให้ไปพ้นๆจากเรา
ดื่มน้ำ
อุ่นผสมน้ำมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว
เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ
หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที
มันเป็น
การ detox ความจริง กินแค่น้ำเปล่า หรือ น้ำอุ่น ใน ตอนเช้า ก็ได้ค่ะ
เหมือนเป็นการ ล้างลำใส้ แต่ มะนาวเนี่ย มันจะมีค่า PH ที่เป็นกรด
ที่ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี
หรือแบบง่ายๆ น้ำอุ่น(ไม่ต้องถึงกับร้อน) 500 ml ,น้ำมะนาว 2 ช้อนช้าโดยประมาณ..
เพื่อ
กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น
มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่พียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ ได้
แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า
ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก
จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ
อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยัง
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน
ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมากๆ
จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น
คนเป็นโรคกระเพาะไม่แนะนำให้ดื่มนะคะ
ขอบคุณที่มา http://bluefileno9.blogspot.com/2013/02/blog-post.html#.UrkvJvun7CY
ดีท๊อกซ์ลดน้ำหนักด้วยมะนาวผอมภายใน1อาทิตย์
หรืออวบระยะสุดท้ายนั่นเอง เพราะ ตามใจปาก รับประทานอาหารที่สุดแสนจะอร่อย
แต่ลืมที่จะออกกำลังกาย ลืมที่จะดูแลตัวเองและควบคุมน้ำหนัก ยิ่งลืมมากเท่าไร
น้ำหนักตัวก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น จนรู้สึกตัวอีกที ก็อ้วนเกินไปเสียแล้ว
วันนี้ เรามีวิธีที่ง่ายแสนง่าย จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง อย่างเห็นผลได้ชัดเจน
นั่นคือ การ ดีท๊อกซ์ด้วยมะนาวเพียง1ลูกเท่านั้นสาวๆที่ตื่นนอนตอนเช้า
ให้เตรียม มะนาวมา 1ลูก ขอแบบน้ำเยอะๆ คั้นน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่นๆ
หรือน้ำที่อุณหภูมิที่เท่ากับอุณหภูมิห้อง (ง่ายใช่มั้ยคะ แค่ มะนาว 1 ลูก/น้ำสะอาด 1 แก้ว )
จากนั้น ดื่มเลยจ้า ดื่มก่อนที่เราจะอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ดื่มให้หมดภายในครั้งเดียว
รวดเดียวหมดแก้ว อะไรประมาณนี้ สักพักค่อยอาบน้ำ ขับถ่ายตามปรกติค่ะ
ระหว่างวัน เรื่องการรับประทานอาหารในช่วงที่เรา ดีท๊อกซ์อยู่นั้น
ควรงดรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน เพราะถ้าคุณรับประทานเข้าไป
ผักใบเขียว เช่น บร็อกโคลี่ ผักบุ้ง คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง จะทำเป็นสลัดน้ำใส
หรือนึ่งให้สุกก็ได้แต่ห้ามปรุงรส ผลไม้ ส้มโอ แก้วมังกร สับปะรด ฝรั่ง แคนตาลูป มะละกอ
เมื่อคุณใช้ชีวิตทั้งวัน เมื่อกลับมาแล้ว ก่อนนอน ทำเหมือนตอนเช้าเลยค่ะ
คั้นน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่น1แก้ว ดื่มจนหมดแก้ว จากนั้น จึงค่อยพักผ่อนนอนหลับค่ะ
เช้าตื่นนอน ก็ทำแบบวันแรกค่ะ กลับมาก่อนนอนก็ทำเหมือนเดิม ทำแบบนี้
7 วันเท่านั้น (หรือจะมากกว่า 7 วันก็ได้ เพราะเป็นสูตรธรรมชาติ ไม่มีโทษกับร่างกาย)
คุณสาวๆจะรุ้สึกได้ว่า หลังจาก 7 วัน น้ำหนักตัวจะเริ่มลด รูปร่างจะดีขึ้น
ถ้าอยากรูปร่างดียิ่งขึ้นให้ออกกำลังกายควบคุ่ไปด้วยสักวันละ 15-20 นาที
เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ร่างกายที่ไร้มลพิษ แถมยังได้รูปร่างที่สมส่วนอีกด้วยจ้า
อย่าลืมนะคะ ผู้หญิงเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลก เราต้องดูแลตัวเองกันให้มากๆจ้า
ขอบคุณที่มา http://www.born2beauty.com/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B9%8A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%991%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html
การดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยโยเกิร์ต ที่คุณก็ทำได้เอง
การดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยโยเกิร์ต ที่คุณก็ทำได้เอง
การดูแลและรักษาสุขภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนพยายามเรียนรู้ เพื่อ ให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และโดยเฉพาะให้ห่างจากค่ารักษาพยาบาลอันสุดแสนแพง ในขณะที่เจ็บป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล เป็นข้อที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นลาภอันประเสริฐ
การดีท็อกซ์ลำไส้ หรือการล้างลำไส้แบบธรรมชาติ เป็น เรื่องที่ได้รับความนิยมและอยู่ในความสนใจ ของกลุ่มบุคคลที่ดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ซึ่งบางกรรมวิธีค่อนข้างยุ่งยากและต้องมีอุปกรณ์สนับสนุน แต่วิธีที่แตงกวาจะแนะนำต่อไปนี้ไม่ยุ่งยากค่ะ ทานง่าย สะดวก แถมอิ่มท้อง ถูกตังค์ และมีประสิทธิภาพคับแก้วค่ะ
วิธีดีท็อกซ์ลำไส้สูตรนี้ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ได้กรุณาถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้นำไปใช้ดูแลตนเอง คือ สูตร โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว แตงกวาจึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อแบ่งปันความรู้ในเรื่องสุขภาพ เพื่อให้ท่านที่ชื่นชอบและสมาชิกเกจิอาจารย์ได้มีสุขภาพที่ดี และขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ
ส่วนผสมดีท็อกซ์ ลองรสแบบที่แตงกวา ทดลองแล้วเป็นรสกำลังดี แต่ถ้ารสยังไม่ใช่ ก็สามารถเพิ่มน้ำผึ้งและมะนาวได้อีกนะคะตามความชอบ แต่ถ้าใครเป็นเบาหวานก็ระวังปริมาณของน้ำผึ้งสักนิด วัตถุดิบที่จะทำดีท็อกซ์ลำไส้ มีดังต่อไปนี้ค่ะ
1. มะนาวแป้น น้ำเยอะ ครึ่งลูก
2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
3. โยเกิร์ต(ใช้รสธรรมชาติเท่านั้น) ครึ่งถ้วย จะใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้ในเนื้อโยเกิร์ต หรือโยเกิร์ตรสผลไม้จะไม่ใช้นะคะ
4. นมสดรสจืด(แบบ UHT และดูข้างกล่องก่อนซื้อนะคะ) ต้องใช้ชนิดที่เป็นนมโคแท้ 100% เท่านั้น ขนาด 180 มล. หรือ 200 มล. ก็ได้ ปริมาณ 1 กล่อง ถ้าเป็นสูตรพร่องมันเนย นมจะไม่ครบ 100% ไม่ใช้นะคะ ไม่ได้ประโยชน์ เพราะบางทีทำจากผงนมค่ะ
วิธีทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ดังนี้ค่ะ เป็นปริมาณในการบริโภค สำหรับ 1 ท่าน เริ่มจาก
1. ผ่ามะนาวตามแนวนอน ครึ่งลูก ใช้ปลายมีดแกะเมล็ดออก แล้วบีบน้ำมะนาวใส่แก้ว
2. จากนั้น เติมน้ำผึ้ง ในปริมาณ 1 ช้อนชา ลงไป(หรือประมาณ 1/3 ของ 1 ช้อนโต๊ะ)
3. ตักโยเกิร์ต ครึ่งถ้วย(หรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะพูนๆ) ลงไป
4. เทนมโคแท้ 100 % จำนวน 1 กล่อง ลงไป
5. คนส่วนผสมทั้ง 4 อย่างให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ยกขึ้นดูว่าน้ำผึ้งไม่ติดช้อนแล้ว ควรทานทันทีไม่ควรตั้งทิ้งไว้ หรือนำไปแช่ตู้เย็น
การทานโยเกิร์ตสูตรดีท็อกซ์ เพื่อการล้างสำไส้แบบธรรมชาติ
ขอบคุณที่มา http://www.kaejiarjan.com/fengshui-life-for-health-news/344-health-food.html
การดูแลและรักษาสุขภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนพยายามเรียนรู้ เพื่อ ให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และโดยเฉพาะให้ห่างจากค่ารักษาพยาบาลอันสุดแสนแพง ในขณะที่เจ็บป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล เป็นข้อที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นลาภอันประเสริฐ
การดีท็อกซ์ลำไส้ หรือการล้างลำไส้แบบธรรมชาติ เป็น เรื่องที่ได้รับความนิยมและอยู่ในความสนใจ ของกลุ่มบุคคลที่ดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ซึ่งบางกรรมวิธีค่อนข้างยุ่งยากและต้องมีอุปกรณ์สนับสนุน แต่วิธีที่แตงกวาจะแนะนำต่อไปนี้ไม่ยุ่งยากค่ะ ทานง่าย สะดวก แถมอิ่มท้อง ถูกตังค์ และมีประสิทธิภาพคับแก้วค่ะ
วิธีดีท็อกซ์ลำไส้สูตรนี้ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ได้กรุณาถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้นำไปใช้ดูแลตนเอง คือ สูตร โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว แตงกวาจึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อแบ่งปันความรู้ในเรื่องสุขภาพ เพื่อให้ท่านที่ชื่นชอบและสมาชิกเกจิอาจารย์ได้มีสุขภาพที่ดี และขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ
ส่วนผสมดีท็อกซ์ ลองรสแบบที่แตงกวา ทดลองแล้วเป็นรสกำลังดี แต่ถ้ารสยังไม่ใช่ ก็สามารถเพิ่มน้ำผึ้งและมะนาวได้อีกนะคะตามความชอบ แต่ถ้าใครเป็นเบาหวานก็ระวังปริมาณของน้ำผึ้งสักนิด วัตถุดิบที่จะทำดีท็อกซ์ลำไส้ มีดังต่อไปนี้ค่ะ
1. มะนาวแป้น น้ำเยอะ ครึ่งลูก
2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
3. โยเกิร์ต(ใช้รสธรรมชาติเท่านั้น) ครึ่งถ้วย จะใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้ในเนื้อโยเกิร์ต หรือโยเกิร์ตรสผลไม้จะไม่ใช้นะคะ
4. นมสดรสจืด(แบบ UHT และดูข้างกล่องก่อนซื้อนะคะ) ต้องใช้ชนิดที่เป็นนมโคแท้ 100% เท่านั้น ขนาด 180 มล. หรือ 200 มล. ก็ได้ ปริมาณ 1 กล่อง ถ้าเป็นสูตรพร่องมันเนย นมจะไม่ครบ 100% ไม่ใช้นะคะ ไม่ได้ประโยชน์ เพราะบางทีทำจากผงนมค่ะ
วิธีทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ดังนี้ค่ะ เป็นปริมาณในการบริโภค สำหรับ 1 ท่าน เริ่มจาก
1. ผ่ามะนาวตามแนวนอน ครึ่งลูก ใช้ปลายมีดแกะเมล็ดออก แล้วบีบน้ำมะนาวใส่แก้ว
2. จากนั้น เติมน้ำผึ้ง ในปริมาณ 1 ช้อนชา ลงไป(หรือประมาณ 1/3 ของ 1 ช้อนโต๊ะ)
3. ตักโยเกิร์ต ครึ่งถ้วย(หรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะพูนๆ) ลงไป
4. เทนมโคแท้ 100 % จำนวน 1 กล่อง ลงไป
5. คนส่วนผสมทั้ง 4 อย่างให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ยกขึ้นดูว่าน้ำผึ้งไม่ติดช้อนแล้ว ควรทานทันทีไม่ควรตั้งทิ้งไว้ หรือนำไปแช่ตู้เย็น
การทานโยเกิร์ตสูตรดีท็อกซ์ เพื่อการล้างสำไส้แบบธรรมชาติ
การทานโยเกิร์ตสูตรล้างลำไส้นี้ แนะนำให้ทานตอนเช้า หลัง
จากที่ดื่มน้ำสะอาด 1-2 แก้วแล้ว ช่วงเวลาตั้งแต่ 05.30 - 07.00 น.
เพราะหลังจากที่ท่านดีท็อกซ์ไปแล้ว
ระบบปฏิบัติการภายในร่างกายของแต่ละท่านจะไม่เหมือนกัน บางท่านอาจมีอาการอยากเข้าห้องน้ำ อันนี้ไม่ต้องตกใจนะคะ นี่เป็นกระบวนการที่มีปฎิกริยาของการดีท็อกซ์ลำไส้ ที่จะทำการขับของเสียของคุณออกมาเองตามธรรมชาติ และบางท่านที่ไม่คุ้นกับการดื่มนมในตอนเช้า อาจ
มีการขับของเสียประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน ในช่วงที่ทานวันแรก
การล้างลำไส้เป็นการล้างไขมันที่เกาะติดตามผนังลำไส้ออกไป
ทำให้ลำไส้สะอาดขึ้น ส่วนท่านที่ทานนมเป็นประจำอยู่แล้ว
อาการแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นค่ะ ระบบจะเป็นปกติเหมือนทุกวันค่ะ
ดังนั้น แตงกวาขอแนะนำผู้ที่เริ่มทานเป็นครั้งแรก ให้ ทดลองทานในวันหยุดค่ะ แฮ่ะๆ..จะได้ทำธุระได้สะดวก และเป็นการสำรวจว่าทานแล้ว จะเข้าห้องน้ำบ่อยไหม แต่หลังจากนั้นก็จะไม่ถี่มากเหมือนครั้งแรก และเข้าสู่สภาวะปกติเช่นเคย
นอกเหนือจากนี้ ท่านผู้รู้ได้แนะนำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโยเกิร์ต ในการดีท็อกซ์ลำไส้ตามหลักหยินหยาง ของ การทำโยเกิร์ตที่จะทาน คือ โยเกิร์ต โดยปกติจะต้องแช่เย็น เพื่อการถนอมคุณค่าทางอาหารไม่ว่ากัน แต่สำหรับนม ที่เป็นส่วนผสมในรูปแบบ UHT ขอแนะนำว่าไม่ควรแช่เย็น ให้วางไว้ในอุณหภูมิห้อง เพื่อไม่ให้การทานโยเกิร์ต หรือดีท็อกซ์ลำไส้ มีความเย็นจนเกินไป เพราะความเย็นมากไปทำให้อาหารมีสภาพที่เป็นหยินชี่มากไป ซึ่งไม่เหมาะกับการทานเพื่อใช้ในการล้างลำไส้ ซึ่งต้องทำในช่วงเช้า แต่หากนำนมเก็บไว้ในตู้เย็น ขอ แนะนำให้นำไปอุ่น โดยการแช่ในน้ำที่ต้มร้อนแล้ว เพื่อให้คลายความเย็น แต่ไม่ต้องถึงกับนำนมไปต้มเดือดนะคะ เดี๋ยวจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไป
ที่ ต้องให้นมมีอุณหภูมิอย่างน้อยที่อุณหภูมิห้อง เพราะการทานดีท็อกซ์ลำไส้ ทานในเวลาเช้า หลังจากดื่มน้ำสะอาดเข้าไปสักพักแล้ว ซึ่งร่างกายที่พักผ่อนมายาวนาน ยังมีความเป็นหยินอยู่ ยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ บางครั้งยังหาว วอด...วอด...อยู่ การทานจึงควรมีอุณหภูมิปกติหรืออุณหภูมิห้อง เพื่อให้สภาพของหยางชี่ไปกระตุ้นระบบต่างๆ ของร่างกาย ให้เตรียมพร้อมกับการดำเนินชีวิตตลอดวัน (เป็นการกระตุ้นระบบต่างๆ ของร่างกาย)
ดังนั้น เมื่อท่านตื่นนอนทุกเช้าควรดื่มน้ำ อย่าง น้อย 1-2 แก้ว เป็นน้ำอุ่นยิ่งดีค่ะ ยกเว้นน้ำเย็น เพื่อช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทานดีท็อกซ์ก็ควรดื่มน้ำ แต่ถ้าตื่นขึ้นมา ยังไม่ทันได้ดื่มน้ำ แต่จะทานดีท็อกซ์เลย อันนี้จะทำให้เหนียวคอ สักพัก...คุณๆจะไอแค๊ก...แค๊ก...อย่าเชียว...ขอเตือนค่ะ และหลังดีท็อกซ์แล้ว ดื่มน้ำธรรมดาตามได้อีก 1/2 ถึง 1 แก้ว กันคอเหนียว และไอ ค่ะ
สำหรับประโยชน์ของการล้างลำไส้ หรือดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยโยเกิร์ต สูตรนี้
1. ช่วยให้มีการขับของเสียได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งยาระบาย โดยเฉพาะท่านที่มักท้องผูก
2. ช่วยให้ท่านที่มักมีอาการเบื่ออาหาร หรือรู้สึกปากขมทานอะไรไม่อร่อย มีการรับรสที่ดีขึ้น
3. ช่วยล้างลำไส้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกิดการระคายเคืองต่อระบบภายในร่างกาย
4. ได้สารอาหารครบถ้วน เพราะปริมาณ 1 แก้ว ที่ท่านทานในตอนเช้า สามารถทดแทนมื้อเช้าได้เช่นกัน
5. สะดวก ประหยัด และไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องตุนอะไรเยอะแยะ อยากจะทานเมื่อไรค่อยไปหาซื้อมา
ดังนั้น แตงกวาขอแนะนำผู้ที่เริ่มทานเป็นครั้งแรก ให้ ทดลองทานในวันหยุดค่ะ แฮ่ะๆ..จะได้ทำธุระได้สะดวก และเป็นการสำรวจว่าทานแล้ว จะเข้าห้องน้ำบ่อยไหม แต่หลังจากนั้นก็จะไม่ถี่มากเหมือนครั้งแรก และเข้าสู่สภาวะปกติเช่นเคย
นอกเหนือจากนี้ ท่านผู้รู้ได้แนะนำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโยเกิร์ต ในการดีท็อกซ์ลำไส้ตามหลักหยินหยาง ของ การทำโยเกิร์ตที่จะทาน คือ โยเกิร์ต โดยปกติจะต้องแช่เย็น เพื่อการถนอมคุณค่าทางอาหารไม่ว่ากัน แต่สำหรับนม ที่เป็นส่วนผสมในรูปแบบ UHT ขอแนะนำว่าไม่ควรแช่เย็น ให้วางไว้ในอุณหภูมิห้อง เพื่อไม่ให้การทานโยเกิร์ต หรือดีท็อกซ์ลำไส้ มีความเย็นจนเกินไป เพราะความเย็นมากไปทำให้อาหารมีสภาพที่เป็นหยินชี่มากไป ซึ่งไม่เหมาะกับการทานเพื่อใช้ในการล้างลำไส้ ซึ่งต้องทำในช่วงเช้า แต่หากนำนมเก็บไว้ในตู้เย็น ขอ แนะนำให้นำไปอุ่น โดยการแช่ในน้ำที่ต้มร้อนแล้ว เพื่อให้คลายความเย็น แต่ไม่ต้องถึงกับนำนมไปต้มเดือดนะคะ เดี๋ยวจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไป
ที่ ต้องให้นมมีอุณหภูมิอย่างน้อยที่อุณหภูมิห้อง เพราะการทานดีท็อกซ์ลำไส้ ทานในเวลาเช้า หลังจากดื่มน้ำสะอาดเข้าไปสักพักแล้ว ซึ่งร่างกายที่พักผ่อนมายาวนาน ยังมีความเป็นหยินอยู่ ยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ บางครั้งยังหาว วอด...วอด...อยู่ การทานจึงควรมีอุณหภูมิปกติหรืออุณหภูมิห้อง เพื่อให้สภาพของหยางชี่ไปกระตุ้นระบบต่างๆ ของร่างกาย ให้เตรียมพร้อมกับการดำเนินชีวิตตลอดวัน (เป็นการกระตุ้นระบบต่างๆ ของร่างกาย)
ดังนั้น เมื่อท่านตื่นนอนทุกเช้าควรดื่มน้ำ อย่าง น้อย 1-2 แก้ว เป็นน้ำอุ่นยิ่งดีค่ะ ยกเว้นน้ำเย็น เพื่อช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทานดีท็อกซ์ก็ควรดื่มน้ำ แต่ถ้าตื่นขึ้นมา ยังไม่ทันได้ดื่มน้ำ แต่จะทานดีท็อกซ์เลย อันนี้จะทำให้เหนียวคอ สักพัก...คุณๆจะไอแค๊ก...แค๊ก...อย่าเชียว...ขอเตือนค่ะ และหลังดีท็อกซ์แล้ว ดื่มน้ำธรรมดาตามได้อีก 1/2 ถึง 1 แก้ว กันคอเหนียว และไอ ค่ะ
สำหรับประโยชน์ของการล้างลำไส้ หรือดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยโยเกิร์ต สูตรนี้
1. ช่วยให้มีการขับของเสียได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งยาระบาย โดยเฉพาะท่านที่มักท้องผูก
2. ช่วยให้ท่านที่มักมีอาการเบื่ออาหาร หรือรู้สึกปากขมทานอะไรไม่อร่อย มีการรับรสที่ดีขึ้น
3. ช่วยล้างลำไส้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกิดการระคายเคืองต่อระบบภายในร่างกาย
4. ได้สารอาหารครบถ้วน เพราะปริมาณ 1 แก้ว ที่ท่านทานในตอนเช้า สามารถทดแทนมื้อเช้าได้เช่นกัน
5. สะดวก ประหยัด และไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องตุนอะไรเยอะแยะ อยากจะทานเมื่อไรค่อยไปหาซื้อมา
ขอบคุณที่มา http://www.kaejiarjan.com/fengshui-life-for-health-news/344-health-food.html
ดีท็อกซ์ ล้างสารพิษ
ล้างสารพิษใน 1 วัน
การล้างสารพิษที่หมักหมมอยู่ในตัวให้ออกไปได้นั้น จะช่วยส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก และถ้าทำเป็นประจำสม่ำเสมอแล้วล่ะก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคได้ด้วย รู้แบบนี้แล้ว เลือกวันดีๆ ขึ้นมาสัก 1 วัน แล้วมาขจัดสารพิษในร่างกายกันเลยดีกว่า
การล้างสารพิษที่หมักหมมอยู่ในตัวให้ออกไปได้นั้น จะช่วยส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก และถ้าทำเป็นประจำสม่ำเสมอแล้วล่ะก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคได้ด้วย รู้แบบนี้แล้ว เลือกวันดีๆ ขึ้นมาสัก 1 วัน แล้วมาขจัดสารพิษในร่างกายกันเลยดีกว่า
หัวใจสำคัญของการล้างสารพิษใน 1 วันทำได้ โดยจะต้องปฏิบัติตัวในการกินให้ได้แคลอรี่แค่ 800 กิโลแคลอรี่เท่านั้น เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะได้ขับสารพิษออกมาได้ และอาหารที่จะรับประทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนอย่างเด็ด ขาด เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลย
1.
เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ฯลฯ
ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนกับสับปะรด
เพราะทุเรียนมีแคลอรี่สูงเกินไปทำให้ย่อยยาก
เมื่อรับประทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อยอาหาร ส่วนสับปะรดก็มีกรดสูงมาก
ถ้ากินบ่อยๆ ก็จะทำให้ท้องอืดได้
2. ให้รับประทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำที่ใส่เฉพาะมะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอื่นอย่างเด็ดขาด
3. พอถึงมื้อกลางวันก็ให้รับประทานมะละกออีก แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุดหรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องรับประทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนจนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า ก็ให้ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวด เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปรับประทานอาหารเช้าเลย สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราเป็นอันต้องเสียเปล่าไป
ขั้นตอนการเตรียมน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด, มะนาว 4 ลูก, เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีนเด็ดขาด
2.
ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวด บีบมะนาวลงไปในขวด ขวดละ 2 ลูก เติมเกลือ 1 ช้อนชา
เขย่าให้เข้ากัน มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน
ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด
เพื่อน้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระต่อไป
3. หลังจากดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเข้าไปประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องตกใจ นั่นคืออาการปกติ
4. หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้ว ก็รับประทานอาหารเช้าได้ตามปกติ
เห็น
มั้ยล่ะว่า วิธีล้างสารพิษด้วยตัวคุณเองทำได้ง่ายนิดเดียว
และถ้าจะให้กระบวนการล้างสารพิษมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก็ควรทำเป็นประจำ
สัก 1 ครั้ง / 2 สัปดาห์
ที่มา : เว็บไซต์ผู้หญิงนะค่ะ
การดีท็อกซ์ คืออะไร
การดีท็อกซ์ คืออะไร
การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออก
และการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล
อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
เปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น
ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร
ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้
อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง
ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย
เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก
ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น
เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ
เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น
- ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
- ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส
- เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก
จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน
สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้า อีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว
ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก
ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
สาเหตุหนึ่งที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ ปี
น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้น้อยหรือไม่ได้
การดีท็อกซ์ื มีประโยชน์อย่างไร
รายงานทางการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่คือ การใส่ใจในลำไส้
90% ของความเจ็บป่วย มีต้นเหตุมาจากลำไส้
มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำและต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาด
และชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมา
จนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีดที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ
สามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำงานได้น้อยลง
ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิด
ให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษ
ดีท็อกซ์มีประโยชน์และผลดีอย่างไร
1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษ
เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ
2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วย
ส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย
เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
ตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น
ทำให้ลำไส้มีรูปร่าง ปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง
การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น
อาการผู้มีสารพิษสะสม ที่ควรทำดีท็อกซ์
สารพิษที่ตกค้างสะสมในร่างกาย มักจะเกิดอาการดังต่อไปนี้
- ปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ และคอ
- มีแผลร้อนใน ในปากเป็นประจำ และระบบเผาผลาญทำงานได้น้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
- อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
- ประสาทตึงเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง
- หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณหยาบกร้าน
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก หรือถ่ายไม่ออก
- เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อตามกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
- มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ
- เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ
ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร
เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆ
ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง
มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้
เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย
การล้างลำไส้ ( Detox) จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป
สุขภาพที่ดีต้องดูแลที่ต้นเหตุ คือ ดูแลระบบลำไส้ และเพื่อที่จะเอาสารพิษและตะกรันออก มี หลายวิธี เช่น การสวนด้วยน้ำ
การสวนทวารด้วยกาแฟ สวนด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ซึ่งในภาวะปกติ เราต้องการอาหาร
ที่มีเส้นใยอาหาร วันละประมาณ 25 กรัม/วัน คนเราต้องการเส้นใยอาหาร เพราะ มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช
ดังที่กล่าวแล้ว โดยดูจากฟัน ซึ่งเหมือนฟันวัว ม้าและควาย ลักษณะเป็นแถวเรียงเพื่อการบดเคี้ยวให้ละเอียด
และมีลำไส้ที่ยาวกว่าสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สุนัขที่จะมีเขี้ยวเพื่อไว้ฉีก มีลำไส้ที่สั้นและมีน้ำย่อยที่แรงกว่า
และมากกว่าในคนและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารถึง 20 เท่า
ดังนั้น เมื่อคนเรากินเนื้อมากกว่าพืชผักผลไม้ ซึ่งย่อยยากกว่า ใช้เวลานานกว่าคือ 3 วัน (72 ชม.) ทำให้เกิดการหมักหมม
บูดเน่าและเป็นอาหารอย่างดีสำหรับแบคทีเรียเลว ทำให้เกิดแก๊สพิษ สารพิษและถูกดูดซึมไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย
อีกทั้งที่ผนังลำไส้ก็เกิดการอักเสบ กลายเป็นเนื้องอก เนื้อร้ายและมะเร็งลำไส้ในที่สุด
สามารถเก็บขยะได้ชั่วคราว 2 วัน แต่บางคนเก็บนานกว่านั้น ลำไส้คนเรายาวเป็น 6 เท่าของความสูง
ปัญหาคือกินอาหารเข้าไปแล้ว ถ่ายออกมาหมดหรือเปล่า ? จะเห็นว่าลำไส้ใหญ่ของเรามีความโค้งงอ
ด้วยเหตุนี้หากเรามีนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และอาหารที่ย่อยไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมเน่าเสียในลำไส้
ถ้าอาหารที่บูดเน่า เก็บอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานแบคทีเรียเลว จะได้รับอาหารและปล่อยสารพิษออกมามากมาย
เช่น ก๊าซแอมโมเนีย และซัลเฟอร์ออกไซด์ (ก่อสารพิษทำลายตับไต) ฮีสตามีน (ก่อสารพิษ เกิดโรคภูมิแพ้)
ก๊าซอินดอล,ฟินนอล, ไนโตรซาไมน์ (ก่อสารพิษ เกิดโรคมะเร็ง) สารพิษเหล่านี้ จะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอย
ที่ลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระบวนการเผาผลาญของตับถูกรบกวน และนี่คือสารตกค้างทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย
จากรายงานการศึกษา เรื่องระบบลำไส้ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ร่างกายคนเราจะมีสารตกค้าง และของเสีย
อยู่ในลำไส้ประมาณ 2.7- 4.5 กิโลกรัม นี่ยังไม่นับรวมคนที่เป็นโรคท้องผูก ซึ่งมีสารตกค้างมากมาย
และน่ากลัวกว่าคนปกติ ดังนั้นคนที่เป็นโรคท้องผูก จะมีความเสี่ยงในการสะสมสารตกค้างและสารพิษในร่างกาย
ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมายกว่าคนทั่วไป
อาหารที่รับประทานเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- อาหารที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ
- อาหารที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาว ฯลฯ
การรับประทานอาหารที่ถูกต้องควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง 80% และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย 20% (ต่อวัน)
แต่ในกิจวัตรประจำวันทำได้น้อยมาก สำหรับอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ลำบาก
และเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายตามปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายลำบากและกากอาหารที่เกาะติดตาม
ผนังลำไส้เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ
เช่น โรคทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ จนถึงการมีกลิ่นปากเหม็น
กลิ่นลมหายใจเหม็น แผลในปาก ลมพิษ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การล้างลำไส้จึงเป็นแนวทางในการล้างพิษออกจากร่างกาย
ต้นเหตุของโรค(หลายโรค) เกิดจาก... ภาวะท้องอืด ท้องเฟ้อ ในท้องมีลมและแก็สพิษ
สาเหตุที่เกิดลม แก็สในท้อง มาจาก ...
- ทานผลไม้ หลังทานข้าวอิ่มใหม่ ๆ ทำให้ผลไม้ถูกหมักเป็นเหล้า เป็นอาหารของเชื้อโรค จึงเกิดลม แก็สพิษเต็มท้อง
- การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การเร่งรีบทาน ทำให้กระเพาะไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี
- การทานน้ำมากในช่วงรับประทานอาหาร หรือทานน้ำมากหลังอิ่มข้าวทันที ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
การป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ควรทานผลไม้ ผัก ก่อนทานข้าว ไขมันและโปรตีน เพื่อน้ำจากผลไม้ ผัก จะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ก่อน
(ถ้าทานผลไม้หลังข้าว ไขมัน และโปรตีน ผลไม้และผัก จะไม่ย่อย จะไม่ถูกดูดซึมไปได้ใช้ประโยชน์้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อโรคแทน)
- ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารที่ละเอียดจะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นของเสีย เป็นอาหารของเชื้อโรค
(การเคี้ยวอาหารละเอียด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยในปากมาช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้อาหารถูกดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้ร่างกายเกิดพลังชีวิตทันที)
- ไม่ควรทานน้ำในช่วงทานอาหาร หรือหลังข้าวอิ่มใหม่ ๆ เพราะจะทำให้ไฟย่อยอาหารไม่ดี
(ควรทานน้ำ หลังทานข้าวอิ่มไปแล้ว 1-2 ชม.)
ประโยชน์การทานอาหารที่มีกาก หรือเส้นใย
การทาน ผลไม้ ผัก ที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber) มาก จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก
เส้นใย จะช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น
จะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ
และการออกกำลังกายจะช่วยให้ลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้การใช้เวลาที่เพียงพอ และไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระ
รวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมัน จะทำให้เกิดภาวะท้องอืด อาหารไม่ย่อย จะเกิดเมือกไปอุดตันลำไส้ได้
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอออล์ทุกชนิด ,กาแฟ ของดอง , น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น
การเคลื่อนตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งน้ำและเกลือแร่
และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมา ถ้าใช้มากไปจะทำให้ขาดน้ำและ
เกลือแร่บางอย่างในร่างกาย การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลง ผู้ใช้ยาระบายเป็นประจำจะ
ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ โดยปราศจากการกระตุ้นของตัวยา ทำให้เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง
ยากต่อการแก้ไข ทางออกที่ง่ายที่สุดคือ ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย (Fiber ) สูง
ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
ขอบคุณที่มา http://www.morkeaw.net/k-detox.html
การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออก
และการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล
อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
กระบวนการล้างพิษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ
การล้างพิษในร่างกาย ที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ
จึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่
- กินเพื่อล้างพิษ กินอาหารล้างพิษ กินอาหารปรับสมดุลรักษาโรค
- อดเพื่อล้างพิษ การอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้พัก เพื่อเป็นการเก็บกวาดของเสีย และสารพิษออกไป
- ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณสร้างกำลังภายใน เพื่อขับของเีสีย ขับพิษออก
- ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ ฝึกสมาธิเพื่อรักษาโรค
- สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อขจัดของเสีย ขับสารพิษออกจากลำไส้ และตับ
กิน...ล้างพิษ
สามารถหลีกเลี่ยงอาหารมีพิษได้ง่ายๆ โดยงดเว้นอาหารหมักดอง อาหารขัดขาวหรือฟอกสี รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป แล้วเลือกกินผักสด
เลือกแบบไม่มีสารปนเปื้อนหรือล้างเอายาฆ่าแมลงออกให้หมดยิ่งประเสริฐ กินข้าวกล้อง ข้าวมันปูแทนข้าวขาว น้ำตาลทรายแดงแทน
น้ำตาลขัดขาว ที่สำคัญกินอาหาร โดยที่ไม่เลือกกินเนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล มากจนเกินไป
แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย มีทางเลือกง่ายๆ คือปั่นน้ำผัก น้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำ ก็ช่วยล้างพิษได้ค่ะ
(แต่ควรทานตอนท้องว่าง ไม่ควรทานหลังอิ่มข้าวใหม่ๆ เพราะข้าวจะไปขัดขวางการดูดซึม)
อด...ล้างพิษ
มีคำกล่าวว่า "คนกินมากก็ป่วยมาก" คนเราป่วยเพราะกินมีเพิ่มขึ้นจริงๆ ค่ะ การล้างพิษวิธีที่สองจึงชักชวนให้หันมาอดล้างพิษกันดูบ้าง
ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่า มนุษย์เราสะสมพลังงานในรูปไขมันและพลังงานไว้เพียงพอต่อการอดอาหารประมาณ 1-2 วัน ได้โดยไม่เจ็บป่วยเชียวนะ
ข้อดีของการอด
คือลดการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะก็ไม่ต้องย่อยอาหาร ลำไส้ก็ไม่ต้องดูดซึม อวัยวะภายในอื่น ๆ ก็จะทำงานน้อยลง
ซึ่งหากคนเราใช้งานกระเพาะหรืออวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ร่างกายก็จะสร้างสารพิษที่เรียกว่ามะเร็งนั่นเองค่ะ
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มอดอาหาร สามารถเริ่มต้นด้วยการกินผลไม้ หรือน้ำผลไม้ตลอดทั้งวันก่อนก็ได้ แต่ก่อนการอด ควรจะให้แพทย์
ตรวจร่างกายก่อน และในวันที่อดอาหารก็ไม่ควรทำงานหนักด้วยค่ะ
ฝึกลมปราณ เพื่อขจัดพิษออก
โดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้นไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยาย และหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดี
เข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิต ให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็นผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย
การฝึก “ ลมปราณ ” จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และการฝึกลมปราณก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน
การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก
แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้หายใจลึก ๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิ พอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ
โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆ ถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก
เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆ เราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง
ไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ
ฝึกสมาธิ... ล้างพิษในใจ
คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาค่ะ และเมื่อร่างกายสงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง
ลมหายใจที่เคยสั้นเพราะเครียดก็จะยาวขึ้น เมื่อควบคุมลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย ร่างกายก็สามารถปรับออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการ
เผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น แถมทำให้คลื่นสมองเป็น
ระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น
ความเครียดของมนุษย์ทำให้เกิดโรคภัยมากมาย โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในลดลง
และทำให้เกิดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกับทำให้ลุกลามไปมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุดังกล่าวว่าโรคทางกายนั้นเกิดจากโรคทางใจ วิธีเดียวที่จะบำบัดภาวะดังกล่าว คือ การทำวิปัสสนากรรมฐาน
การเจริญสติและฝึกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายทางกายของเราได้
ที่ต่างประเทศมีการทดลองว่าในภาวะที่กำลังเข้าสู่สมาธิ หรือในสภาวะที่ถูกสะกดจิตให้สงบมาก ๆ นั้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน
ในร่างกายน้อยลง จะทำให้หัวใจ การหายใจ และชีพจรโลหิตทำงานช้าลง ทำให้การเผาผลาญเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
และการเกิดสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงด้วย โดยจะทำให้การก่อเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคร้ายก็จะน้อยลง
สวนลำไส้...ล้างพิษ
ฟังชื่อแล้วอย่างเพิ่งเสียวลำไส้กันไปนะคะ การสวนล้างลำไส้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนปัจจุบัน อาทิ
การกินอาหารขัดสี หรือมีกากใยน้อย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ดีเพิ่มสารพิษให้ร่างกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บป่วย
เปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น
ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร
ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้
อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง
ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย
เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก
ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น
เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ
เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น
- ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
- ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส
- เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก
จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน
สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้า อีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว
ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก
ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
สาเหตุหนึ่งที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ ปี
น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้น้อยหรือไม่ได้
การดีท็อกซ์ื มีประโยชน์อย่างไร
รายงานทางการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่คือ การใส่ใจในลำไส้
90% ของความเจ็บป่วย มีต้นเหตุมาจากลำไส้
มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำและต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาด
และชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมา
จนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีดที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ
สามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำงานได้น้อยลง
ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิด
ให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษ
ดีท็อกซ์มีประโยชน์และผลดีอย่างไร
1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษ
เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ
2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วย
ส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย
เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
ตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น
ทำให้ลำไส้มีรูปร่าง ปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง
การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น
อาการผู้มีสารพิษสะสม ที่ควรทำดีท็อกซ์
สารพิษที่ตกค้างสะสมในร่างกาย มักจะเกิดอาการดังต่อไปนี้
- ปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ และคอ
- มีแผลร้อนใน ในปากเป็นประจำ และระบบเผาผลาญทำงานได้น้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
- อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
- ประสาทตึงเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง
- หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณหยาบกร้าน
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก หรือถ่ายไม่ออก
- เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อตามกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
- มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ
- เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ
ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร
เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆ
ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง
มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้
เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย
การล้างลำไส้ ( Detox) จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป
สุขภาพที่ดีต้องดูแลที่ต้นเหตุ คือ ดูแลระบบลำไส้ และเพื่อที่จะเอาสารพิษและตะกรันออก มี หลายวิธี เช่น การสวนด้วยน้ำ
การสวนทวารด้วยกาแฟ สวนด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ซึ่งในภาวะปกติ เราต้องการอาหาร
ที่มีเส้นใยอาหาร วันละประมาณ 25 กรัม/วัน คนเราต้องการเส้นใยอาหาร เพราะ มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช
ดังที่กล่าวแล้ว โดยดูจากฟัน ซึ่งเหมือนฟันวัว ม้าและควาย ลักษณะเป็นแถวเรียงเพื่อการบดเคี้ยวให้ละเอียด
และมีลำไส้ที่ยาวกว่าสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สุนัขที่จะมีเขี้ยวเพื่อไว้ฉีก มีลำไส้ที่สั้นและมีน้ำย่อยที่แรงกว่า
และมากกว่าในคนและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารถึง 20 เท่า
ดังนั้น เมื่อคนเรากินเนื้อมากกว่าพืชผักผลไม้ ซึ่งย่อยยากกว่า ใช้เวลานานกว่าคือ 3 วัน (72 ชม.) ทำให้เกิดการหมักหมม
บูดเน่าและเป็นอาหารอย่างดีสำหรับแบคทีเรียเลว ทำให้เกิดแก๊สพิษ สารพิษและถูกดูดซึมไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย
อีกทั้งที่ผนังลำไส้ก็เกิดการอักเสบ กลายเป็นเนื้องอก เนื้อร้ายและมะเร็งลำไส้ในที่สุด
ลำไส้ของคน มีความยาวเท่ากับ 6 เท่าของความสูงร่างกาย
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เริ่มง่าย ๆ ที่ลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่าเป็น "ถังขยะของร่างกาย"สามารถเก็บขยะได้ชั่วคราว 2 วัน แต่บางคนเก็บนานกว่านั้น ลำไส้คนเรายาวเป็น 6 เท่าของความสูง
ปัญหาคือกินอาหารเข้าไปแล้ว ถ่ายออกมาหมดหรือเปล่า ? จะเห็นว่าลำไส้ใหญ่ของเรามีความโค้งงอ
ด้วยเหตุนี้หากเรามีนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และอาหารที่ย่อยไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมเน่าเสียในลำไส้
ถ้าอาหารที่บูดเน่า เก็บอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานแบคทีเรียเลว จะได้รับอาหารและปล่อยสารพิษออกมามากมาย
เช่น ก๊าซแอมโมเนีย และซัลเฟอร์ออกไซด์ (ก่อสารพิษทำลายตับไต) ฮีสตามีน (ก่อสารพิษ เกิดโรคภูมิแพ้)
ก๊าซอินดอล,ฟินนอล, ไนโตรซาไมน์ (ก่อสารพิษ เกิดโรคมะเร็ง) สารพิษเหล่านี้ จะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอย
ที่ลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระบวนการเผาผลาญของตับถูกรบกวน และนี่คือสารตกค้างทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย
จากรายงานการศึกษา เรื่องระบบลำไส้ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ร่างกายคนเราจะมีสารตกค้าง และของเสีย
อยู่ในลำไส้ประมาณ 2.7- 4.5 กิโลกรัม นี่ยังไม่นับรวมคนที่เป็นโรคท้องผูก ซึ่งมีสารตกค้างมากมาย
และน่ากลัวกว่าคนปกติ ดังนั้นคนที่เป็นโรคท้องผูก จะมีความเสี่ยงในการสะสมสารตกค้างและสารพิษในร่างกาย
ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมายกว่าคนทั่วไป
อาหารที่รับประทานเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- อาหารที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ
- อาหารที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาว ฯลฯ
การรับประทานอาหารที่ถูกต้องควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง 80% และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย 20% (ต่อวัน)
แต่ในกิจวัตรประจำวันทำได้น้อยมาก สำหรับอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ลำบาก
และเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายตามปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายลำบากและกากอาหารที่เกาะติดตาม
ผนังลำไส้เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ
เช่น โรคทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ จนถึงการมีกลิ่นปากเหม็น
กลิ่นลมหายใจเหม็น แผลในปาก ลมพิษ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การล้างลำไส้จึงเป็นแนวทางในการล้างพิษออกจากร่างกาย
ต้นเหตุของโรค(หลายโรค) เกิดจาก... ภาวะท้องอืด ท้องเฟ้อ ในท้องมีลมและแก็สพิษ
สาเหตุที่เกิดลม แก็สในท้อง มาจาก ...
- ทานผลไม้ หลังทานข้าวอิ่มใหม่ ๆ ทำให้ผลไม้ถูกหมักเป็นเหล้า เป็นอาหารของเชื้อโรค จึงเกิดลม แก็สพิษเต็มท้อง
- การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การเร่งรีบทาน ทำให้กระเพาะไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี
- การทานน้ำมากในช่วงรับประทานอาหาร หรือทานน้ำมากหลังอิ่มข้าวทันที ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
การป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ควรทานผลไม้ ผัก ก่อนทานข้าว ไขมันและโปรตีน เพื่อน้ำจากผลไม้ ผัก จะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ก่อน
(ถ้าทานผลไม้หลังข้าว ไขมัน และโปรตีน ผลไม้และผัก จะไม่ย่อย จะไม่ถูกดูดซึมไปได้ใช้ประโยชน์้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อโรคแทน)
- ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารที่ละเอียดจะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นของเสีย เป็นอาหารของเชื้อโรค
(การเคี้ยวอาหารละเอียด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยในปากมาช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้อาหารถูกดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้ร่างกายเกิดพลังชีวิตทันที)
- ไม่ควรทานน้ำในช่วงทานอาหาร หรือหลังข้าวอิ่มใหม่ ๆ เพราะจะทำให้ไฟย่อยอาหารไม่ดี
(ควรทานน้ำ หลังทานข้าวอิ่มไปแล้ว 1-2 ชม.)
ประโยชน์การทานอาหารที่มีกาก หรือเส้นใย
การทาน ผลไม้ ผัก ที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber) มาก จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก
เส้นใย จะช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น
จะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ
และการออกกำลังกายจะช่วยให้ลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้การใช้เวลาที่เพียงพอ และไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระ
รวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมัน จะทำให้เกิดภาวะท้องอืด อาหารไม่ย่อย จะเกิดเมือกไปอุดตันลำไส้ได้
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอออล์ทุกชนิด ,กาแฟ ของดอง , น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น
กินยาระบายเป็นประจำ... เป็นเหตุให้เกิดโรคท้องผูกเรื้อรัง
ยาระบายที่เป็นที่นิยมกันในบ้านเราส่วนใหญ่ จะเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งน้ำและเกลือแร่
และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมา ถ้าใช้มากไปจะทำให้ขาดน้ำและ
เกลือแร่บางอย่างในร่างกาย การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลง ผู้ใช้ยาระบายเป็นประจำจะ
ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ โดยปราศจากการกระตุ้นของตัวยา ทำให้เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง
ยากต่อการแก้ไข ทางออกที่ง่ายที่สุดคือ ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย (Fiber ) สูง
ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
ขอบคุณที่มา http://www.morkeaw.net/k-detox.html
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

























